นาร์เนีย ,The Chronicles of Narnia (2005) : The Lion,The Witch and The Wardrobe,Thai - subtitled,movie script
6

     ราชินีจาดิสหยุดพักการเดินทางในหุบเขามืดที่มีต้นสนและต้นยูว์ขึ้นปกคลุม คนแคระให้คำปรึกษาว่าป่านนี้พวกเด็กๆและบีเว่อร์คงไปถึงแท่นศิลาแล้ว เมื่ออัสลานปรากฏตัวก็ยากที่จะต่อกร ทางที่ดีควรจับเอ๊ดมันด์เป็นตัวประกันเอาไว้ต่อรอง สมุนหมาป่าวิ่งแจ้นกลับมารายงานว่ามอ-กริม,ลูกพี่ถูกสังหาร นางแม่มดจึงสั่งระดมพลยักษ์ มนุษย์หมาป่า และ นางไม้(บริวารเก่า) เสริมด้วยพวกผีกินศพ ยักษ์กินคน บ๊อกเกิ้ล แม่มด-หมอผี และ คนอำมหิตจากแดนเห็ดพิษโท้ดสตูล
     " มิโนทอร์(อสูรครึ่งคนครึ่งวัว)จะคุมทัพปีกซ้าย เราให้ยักษ์เป็นทัพหนุน และ คนแคระเป็นทัพหน้า เชลย !"
     นางแม่มดเดินย้อนกลับมาโคนต้นไม้เห็นคนแคระถูกจับล่ามเชือกแทนเอ๊ดมันด์ วูบแรกโมโหโกรธาคิดจะปลิดชีพสมุนอัปลักษณ์แต่เปลี่ยนใจฟันเชือกที่พันธนาการออกซะ
     " พระองค์ไม่ฆ่าข้าหรอกรึ " คนแคระ
     " รอไว้ก่อน เรามีงานต้องทำ " พระราชินี

     เอ๊ดมันด์ได้ยินเสียงร้องอึงคนึงจากทุกสารทิศทั้งเสียงกีบม้า เสียงกระพือปีก .. นึกว่าเป็นพวกสมุนนางแม่มดตรงมารุมทำร้ายเขา พอรู้ตัวว่าเซนทอร์แก้มัดแล้วให้เขาขี่หลังจึงดีใจที่มีอิสรภาพอีกครั้ง ยูนิคอร์น,กวาง และ นก นำขบวนคุ้มกันเอ๊ดมันด์กลับไปหาอัสลานและพี่น้อง
     เช้าวันรุ่งขึ้นเด็กพี่น้อง 3 คนตื่นนอนก็ได้ข่าวจากนางบีเว่อร์ว่าเอ๊ดมันด์ได้รับการช่วยเหลือกลับมาที่ค่ายพักแล้วเมื่อคืนนี้ ลูซี่เปิดกระโจมมองเห็นอัสลานอบรมเอ๊ดมันด์อยู่บนเนินไม่ห่างนัก(ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองพูดคุยกันเรื่องอะไร แต่เอ๊ดมันด์ต้องจดจำคำสั่งสอนจนขึ้นใจ) .. " เรื่องที่แล้วให้แล้วกันไป เราไม่ควรจะรื้อฟื้นถึงอดีต "
     " ว่าไง ? " เอ๊ดมันด์เดินคอตกกลับมาหาพี่น้อง
     " เธอไม่เป็นไรนะ " ซูซานกับลูซี่โผเข้ากอดรับขวัญ
     " ก็เหนื่อยนิดหน่อย " เอ๊ดมันด์ไม่กล้าสบตาพี่ชาย
     " ไปนอนพักสิ อ้อ เอ๊ดมันด์ อย่าหลงทางอีกล่ะ " ปีเต้อร์

     " นาร์เนียไม่ขาดแคลนขนมปังนะ เอ๊ด " ลูซี่
     " พวกเขาจะจัดเสบียงให้พวกเธอเดินทาง " ปีเต้อร์
     " เราจะกลับบ้านเหรอ " ซูซาน
     " พวกเธอ ฉันสัญญากับแม่ว่าจะดูแลพวกเธอให้ปลอดภัย ส่วนฉันจะอยู่ช่วยเขาที่นี่ " ปีเต้อร์
     " พวกเขาต้องการเรา พวกเราสี่คน " ลูซี่
     " ลูซี่มันอันตรายเกินไป เธอเกือบจมน้ำ เอ๊ดมันด์ก็เกือบจะถูกฆ่า " ปีเต้อร์แจง
     " เพราะอย่างนี้เราถึงต้องอยู่ที่นี่ " ซูซาน
     " ฉันเห็นแล้วว่าแม่มดขาวทำอะไรได้บ้าง และฉันเคยเป็นคนช่วยนาง เราทิ้งให้คนเหล่านี้รับวิบากกรรมไม่ได้ " เอ๊ดมันด์ตัดพ้อ
     " งั้นก็คงต้องตามนี้แล้วสิ " ซูซาน
     " เธอจะไปไหนล่ะ " ปีเต้อร์
     " จะรบก็ต้องฝึกฝีมือ " ซูซาน
     ซูซานฝึกยิงธนู ลูซี่ปา(มีดสั้นเข้า)เป้า ปีเต้อร์กับเอ๊ดมันด์ซ้อมขี่ม้าฟันดาบ
     " เอ๊ดตั้งดาบขึ้นเหมือนที่โอเรียสสอน " ปีเต้อร์
     " เอ้า สกัด ! " เอ๊ดมันด์กวัดแกว่งอาวุธ
     " ปีเต้อร์ เอ๊ดมันด์ " ตาบีเว่อร์วิ่งกระหืดกระหอบมาตาม
     " โอ้ววว .. เจ้าม้า ตะกุยขาคู่หน้าก็ไม่บอกกัน " เอ๊ดมันด์สะดุ้งโหยง
     " ข้าชื่อ ฟิลิป " ม้าพูดได้
     " ขอโทษที " เอ๊ดมันด์
     " นางแม่มดขอเข้าพบอัสลาน นางกำลังมุ่งหน้ามา " ตาบีเว่อร์บอก

     " จาดิส,พระราชินีแห่งนาร์เนีย จักรพรรดินีแห่งหมู่เกาะโดดเดี่ยวเสด็จแล้วววว .. "
     คนแคระป่าวประกาศขณะมิโนทอร์ถือขวานเดินงุ่นง่านนำขบวนรถศึกเทียมหมีประจำองค์พระราชินี แสงอาทิตย์เจิดจรัสแต่ทุกชีวิตรู้สึกหนาววาบ เสือดาวขนหลังตั้งชัน สัตว์อื่นคำรามในคอเบาๆยกเว้นอัสลานที่มิได้สะดุ้งสะเทือนต่อสิ่งใดๆ
     " มีผู้ทรยศคนนึงอยู่กับท่าน อัสลาน " นางกล่าวโดยไม่สบตาอัสลาน ใบหน้านางขาวซีดไร้ชีวิต
     " แล้วอย่างไรเล่าในเมื่อเขาไม่ได้ทรยศเจ้า " อัสลาน
     " ท่านลืมกฎเมื่อแรกเริ่มสถาปนานาร์เนียแล้วรึไง "
     " โฮก อย่าเอ่ยอ้างอาถรรพ์ล้ำลึกกับข้า นางแม่มด ข้าอยู่ที่นั่นเมื่อมันถูกจารึก "
     " ฉะนั้นท่านย่อมจำได้ดี ผู้ทรยศทุกคนต้องเป็นของข้า เลือดเขาต้องเป็นสมบัติของข้า "
     " งั้นก็เข้ามาเอาตัวเขาสิ " ปีเต้อร์ชักดาบออกจากฝักเดินเข้าไปเผชิญหน้านางแม่มดใกล้ๆ กระทิง,องครักษ์แม่มดคำรามขู่ให้ถอยห่าง
     " เจ้าคิดว่าจะใช้กำลังปล้นสิทธิโดยชอบของข้าได้รึ ยุวกษัตริย์ อัสลานรู้ดีว่าหากข้าไม่ได้รับเลือดตามกฎที่กำหนดไว้ นาร์เนียทั้งปวงจะต้องพินาศและล่มสลายด้วยสายชลและเพลิงกาฬ เด็กคนนั้น(เอ๊ดมันด์)จักสิ้นใจบนแท่นศิลาดั่งจารีตประเพณี เจ้ามิอาจปฏิเสธข้า  " พระราชินีทิ้งท้าย
     " พอได้แล้ว ข้าขอเจรจาตามลำพัง " อัสลานกับแม่มดขาวเดินเข้าไปในกระโจม
     ช่วงเวลารอคอยอันเลวร้ายเนิ่นนานพอที่จะทำให้พี่น้องตระกูลเพเวนซี่รู้สึกร้อนรุ่ม ต่อการตัดสินชะตากรรมของเอ๊ดมันด์กลายเป็นอ้อยอิ่งน่าเบื่อ ปีเต้อร์ลูบคลำด้ามดาบไปมา เอ๊ดมันด์นั่งหันหลังทอดสายตามองทะเล ซูซานและลูซี่ถกหญ้าหาไส้เดือน บีเว่อร์ดึงหนวดเล่น เซนทอร์ตบกีบเท้า สักพักต่างก็เงียบงันจนอัสลานประกาศก้อง .. " นางไม่เรียกร้องเลือดจากบุตรแห่งอาดัมแล้ว "
     ทุกคนโล่งอกเปล่งเสียงไชโยหลังอัดอั้นมานาน
     นางแม่มดกำลังจะเดินจากไป  สีหน้าอิ่มเอิบน่ากลัวพลันหันกลับมาทวงวาจาสัตย์ " ข้าจะแน่ใจได้ไงว่าท่านจะรักษาสัญญา "
     อัสลานคำรามโฮกใหญ่ไล่นางไป

     อัสลานบอกบริวารย้ายกระโจมไปตั้งที่ท่าข้ามเบรูน่า ทุกคนอยากรู้ว่าอัสลานตกลงกับนางแม่มดไว้อย่างไรแต่ไม่กล้าถาม  สีหน้าของเขาเคร่งขรึมมีกังวล ระหว่างเดินทางอัสลานบอกยุทธวิธีต่อสู้กับกองทัพนางแม่มดแก่ปีเต้อร์ ช่วงสุดท้ายซูซานกับลูซี่ได้อยู่ใกล้ชิดเขาสังเกตเห็นความเศร้าสลดและเขาไม่ค่อยพูดอะไร
     ท่าข้ามเบรูน่าอยู่ชิดแม่น้ำกว้างใหญ่และตื้นเขิน ใกล้เทือกเขาสูง เมื่อตั้งค่ายพักแรมเสร็จทุกคนนอนหลับพักผ่อนยกเว้นลูซี่  เด็กหญิงพลิกตัวกระสับกระส่าย เห็นเงาอัสลานเคลื่อนไหวอยู่นอกกระโจมจึงเรียกซูซาน ทั้งคู่หยิบอาวุธผูกผ้าคลุมสะกดรอยตามเขาไป

     อัสลานเดินขึ้นไปตามเนินลาดชันออกจากหุบเขาย้อนสู่ทางที่เคยผ่านตอนบ่ายตรงไปแท่นศิลา ภายใต้ร่มเงาแมกไม้ก่อนร่างต้องแสงจันทร์ ท่วงท่าที่องอาจสง่างาม ณ ยามนี้กลับกลายเป็นเหนื่อยล้าชราภาพ หัวและหางหรุบลง เมื่อเดินอยู่กลางที่โล่งกว้างเขาหยุดกึกเหลียวมองรอบตัว เด็กทั้งสองรู้ตัวว่ายากจะหลบซ่อนจึงรี่เข้าไปหา อัสลานพูดว่า " สองพี่น้องยังไม่นอนอีกรึ "
     " เรานอนไม่หลับ อัสลานได้โปรดให้เราไปกับท่านได้มั้ย " ลูซี่
     " มีเพื่อนร่วมทางสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ขอบใจ ถึงเวลาแล้วจากนี้ข้าต้องไปเพียงลำพัง "
     " แต่อัสลาน "  ซูซาน
     " เจ้าต้องเชื่อใจข้า นี่คือสิ่งที่ต้องกระทำ ขอบใจซูซาน  ขอบใจลูซี่ ข้าลาก่อน "
     เด็กหญิงทั้งสองร้องไห้,วางมือเย็นๆบนขนแผงคออัสลาน ลูบไปมา ขณะเดินขนาบข้างราชสีห์ก้มหน้าต่ำจนจมูกแทบจะจดพื้น เดินช้าลงแล้วสะดุดเซ ในไม่ช้าก็จำใจปล่อยให้เขาเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดหินสู่ยอดเนินแท่นศิลา
     เหล่าอสูรกายถือคบไฟลุกโชนยืนเรียงรายอยู่รอบแท่นศิลา เปลวเพลิงส่งควันดำโขมงทำให้พวกมันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง อันที่จริงยักษ์กินคน มนุษย์หัววัว นางไม้ จัดว่าเป็นอมนุษย์โฉดชั่วอยู่แล้ว ส่วนพวกแม่มด-หมอผี วิญญาณอัปลักษณ์ของ ครุเอล แฮก ฮอร์เรอร์ สไปรท์ .. และ เอตตัน ที่มาสมทบดูเหมือนจะอำมหิตพอๆกัน เพราะเป็นชุมนุมทุรชนฝ่ายนางแม่มดขาวซึ่งหมาป่าบริวารไปเรียกระดมมาตามบัญชา นางแม่มดขาวยืนอยู่ชิดแท่นศิลาแต่งกายคล้ายเจ้าพิธีหรือจอมขมังเวทย์

     สิงโตเจ้าป่าย่างกรายเข้ามาในหมู่มารซึ่งกำลังส่งเสียงเห่าหอนโหวกเหวกตื่นกลัว นางแม่มดตัวแข็งทื่อสักพักจึงร้องบอกสมุน " จงดู  ราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่ "
     " ทำไมเขาไม่ต่อสู่ล่ะ " ลูซี่กับซูซานแอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ได้แต่กลั้นหายใจ คาดหวังอัสลานจะคำรามก้องแล้วกระโจนใส่ศัตรู รอเท่าไหร่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด
     เจ้าผีดิบแยกเขี้ยวน่าขนลุก มนุษย์หมาป่าทำท่าตะปบเหยื่อ คนวัวกระทิงได้ทีเหวี่ยงสันขวานกระแทกอัสลานล้มลง คนแคระหยอกล้อ " มามะ เหมียวๆ หิวนมมั้ย "
     " จับมันมัดไว้..! เดี๋ยว กล้อนขนของมันเสียก่อน " นางแม่มดเปลือยแขนขาวซีดลับมีดคมกริบ " จับมันมาให้ข้า ลากมันไปบนแท่นศิลา  "
     ลูกสมุนมะรุมมะตุ้มเข้าไปเตะ-ถอง-ถ่มน้ำลายรดอัสลาน แล้วช่วยกันลากเขาขึ้นไปบนแท่นบูชายัญ ใส่ขลุมปาก มัดเชือกอัสลานหลายทบ ยักษ์กินคนขยับกรรไกรกริกๆเลมขนสีทองอัสลานร่วงลงเป็นกองๆ พวกอื่นๆตีเกาะเคาะไม้ หมูป่า-หมาจิ้งจอกส่งเสียงเห่าหอนโหยหวนยามพระจันทร์ขึ้นเต็มดวง
     " รู้มั้ยอัสลาน ข้าอดผิดหวังในตัวเจ้าไม่ได้  เจ้าคิดหรือว่าการเสียสละของเจ้าจะช่วยชีวิตผู้ทรยศได้ เจ้ามอบชีวิตตนเองให้ข้าแต่ก็มิอาจช่วยชีวิตใคร สิ้นสุดกันทีกับความรัก คืนนี้อาถรรพ์ล้ำลึกจักเป็นที่พึงพอใจ แต่ทว่าวันรุ่งขึ้นเราจะครอบครองนาร์เนียตราบจนนิรันดร (ไชโย) เมื่อรู้เช่นนี้แล้วไซร้ เจ้าจงสิ้นหวัง ตายเสียเถิด ! ! ! (ปักมีดลงตัดขั้วหัวใจราชสีห์) เจ้าแมวใหญ่ตายแล้ววววว .. ท่านแม่ทัพจัดเตรียมกองกำลังออกศึกให้เสร็จสิ้นอย่างรวบรัด " นางแม่มดขาวสุดฮึกเหิม 




     เด็กหญิงทั้งสองยกมือปิดหน้าก้มหมอบอยู่ในพุ่มไม้สะอื้นไห้แสนอาลัย และ รู้สึกสยดสยองในการตายของอัสลาน บริวารนางแม่มดวิ่งกรูลงจากยอดเนินไปจัดขบวนทัพที่ลานโล่งกว้างตีนเขา เสียงเป่าเขา,ขลุ่ยดังกังวาน มิโนทอร์จ้ำกีบเท้าเขย่าผืนดิน ท้องฟ้าเบื้องบนปรากฎนกแร้งกระพือปีกโชยกลิ่นเน่าเหม็น จากนั้นทั้งป่าก็เงียบสงัด
     " ไม่ทันหรอก " ซูซานบอกลูซี่ตอนเปิดขวดน้ำยาอมฤทธิ์ " เขาตายแล้ว "
     " อัสลานทำสิ่งใดท่านย่อมรู้ดี " เด็กหญิงทั้งสองสะอื้นไห้กอดร่างไร้วิญญาณเจ้าป่า
     ใกล้รุ่งพวกหนูนาหลายตัวไต่ขึ้นไปบนร่างอัสลาน ซูซานรู้สึกขยะแขยง " ไปให้พ้น ไปให้พ้นนะ "
     " ไม่ ดูสิ " ลูซี่เห็นหนูนาช่วยกันกัดแทะเชือกผูกรัดสิงโตออกทีละเส้นจนขาดออกหมด
     " เราต้องแจ้งข่าวให้คนอื่นๆรู้ " ซูซาน
     " เราทิ้งท่านอัสลานไว้ไม่ได้ " ลูซี่
     " ไม่มีเวลาแล้ว พวกเขาต้องรู้เรื่องนี้ " ซูซาน
     " ต้นไม้ .. " ลูซี่

     ใบไม้ปลิดปลิวลอยตามลมเป็นสายไปถึงกระโจมที่ปีเต้อร์และเอ๊ดมันด์นอนหลับอยู่ รุกขเทวดาปลุกสองพี่น้องตื่นขึ้น " ใจเย็นๆเถิดเจ้าชาย ข้ามีสาส์นมาจากน้องสาวท่าน "
     " เธอพูดถูก เขาตายแล้ว " ปีเต้อร์จำนน
     " ปีเต้อร์,พี่ต้องเป็นผู้นำเรา กองทัพแห่งอัสลานพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งพี่ " เอ๊ดมันด์
     " พี่ทำไม่ได้ "
     " อัสลานเชื่อว่าพี่ทำได้ ฉันก็เชื่ออย่างนั้น "

     " กองทัพแม่มดขาวใกล้เข้ามาถึงแล้ว ท่านจะรับสั่งประการใด " โอเรียส
     เหยี่ยวถลาลมบินสอดแนมกลับมารายงานว่า " กำลังไพร่พล และ อาวุธมันเหนือกว่าเรามากนัก "
     " จำนวนทหารไม่อาจทำให้ได้ชัย " โอเรียส
     " ใช่ แต่มันทำให้ได้เปรียบกว่ากันเยอะ " ปีเต้อร์
     ทั้งสองฝ่ายกรีฑาทัพมาถึงทุ่งสังหาร
     " ข้าไม่ต้องการเชลยศึก ฆ่ามันให้สิ้นซาก " ราชินีโฉดกำชับมิโนทอร์ เหล่าอสูรคนวัว,ทัพหน้าชูขวานตะเบ็งเสียงข่มขวัญศัตรูก่อนบุกตะลุย
     " ไปเลย " ปีเต้อร์ชูดาบส่งสัญญาณประจันบาน
     มองท้องฟ้าเห็นฝูงนกอินทรีย์เตรียมเปิดศึกเหนือเวหา บินแปรขบวนปล่อยก้อนหินใส่มิโนทอร์เป็นระลอก ขณะเดียวกับคนแคระ,พลธนูยิงลูกศรสกัดกั้น
     " จะร่วมรบกับข้ามั้ย " ปีเต้อร์
     " ตราบจนสิ้นใจ " โอเรียส
     " เพื่อนาร์เนียและเพื่ออัสลาน " ปีเต้อร์ตะโกนก้อง
     ปีเต้อร์กับเอ๊ดมันด์ และกองทัพที่เหลือของอัสลานสัปะยุทธ์กับสัตว์ประหลาดสมุนนางแม่มดกลางวันแสกๆ ดูน่าสะพรึงกลัว โหดร้าย และ สยดสยองเมื่อถึงขั้นตะลุมบอนนองเลือด แรกทีเดียวฝ่ายอัสลานได้เปรียบ จากความเก่งกาจของเซนทอร์,คนครึ่งม้ารำทวนยาวจู่โจมมิโนทอร์,คนวัวถือขวานสั้นแบบสายฟ้าแลบ เหล่าอสูรเคลื่อนตัวอืดอาดต่อกรไม่ไหวล้มตายระเนระนาด
     ครั้นเผชิญหน้านางแม่มดซึ่งมีคฑาวิเศษทิ่มใส่ร่างกลายเป็นหินทีละตัวสองตัว กระจัดกระจายไปทั่วสนามรบ กองทัพภายใต้การนำของปีเต้อร์ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ไพร่พลน้อยกว่าและกำลังสูญเสียมากกว่า

     ยามเช้าฝูงหนูนาวิ่งหนีไปหมดแล้ว เด็กหญิงทั้งสองเก็บเศษเชือกไปทิ้ง เดินอบอุ่นร่างกายไปถึงเนินหน้าผาจึงมองลงมาข้างล่าง เห็นบริเวณโดยรอบขมุกขมัวอยู่ ท้องทะเลซีดจาง สีแดงริมขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองรับขอบโค้งดวงตะวัน ทั้งสองเดินกลับมาตรงที่อัสลานนอนตายอยู่
     " เรากลับเถอะ " ซูซาน
     " หนาวจังเลย " ลูซี่
     เกิดเสียงดังสนั่นด้านหลังเด็กหญิง ลูซี่คว้าแขนซูซานไว้แน่น ซูซานไม่กล้าหันไปมอง
     " ซูซาน ! " ลูซี่เรียกพี่สาวดูแท่นศิลาหักกลาง " อัสลานอยู่ไหน? "
     " พวกเขาทำอะไร .. เกิดอาถรรพ์อีกหรือไร " ซูซาน
     " ใช่แล้ว " สิงโตคำราม แสงอาทิตย์ส่องต้องขนแผงคอเรืองรองไปทั้งตัว
     " อัสลาน ! " ซูซาน/ลูซี่ ขานรับ ตะลึงมองเขาหวาดๆระคนดีใจ
     " แต่ว่าเราเห็นดาบเห็นแม่มด " ซูซานไม่อยากเชื่อ
     " หากนางแม่มดรู้ความหมายที่แท้จริงของการเสียสละ นางอาจตีความอาถรรพ์ล้ำลึกแตกต่างจากนี้ ยามใดที่เชลยยอมสละชีพแทนผู้ทรยศแล้วไซร้ แท่นศิลาจักแตกหักแม้แต่ความตายก็จักย้อนกลับคืน " อัสลานบอก เด็กๆเข้าไปกอดรัดและจูบอัสลานพัลวัน สัมผัสลมหายใจอุ่นๆและกลิ่นหอมจากขนที่งอกใหม่
     " เราส่งข่าวไปว่าท่านสิ้นชีพ ปีเต้อร์กับเอ๊ดมันด์คงนำทัพออกศึกแล้ว " ซูซาน
     " เราต้องไปช่วยเขา " ลูซี่ชักกริชน้อยออกจากฝัก
     " แน่นอน หนูน้อย แต่ไม่ใช่แค่เรา ขึ้นหลังข้าสิ เราต้องเดินทางไกลเวลามีน้อยเต็มที เจ้าปิดหูไว้ด้วยก็ดีนะ " อัสลานยืดตัวอ้าปากคำรามโฮกใหญ่แล้วหมอบลงให้เด็กๆขี่หลัง กระโจนลงจากเนินถลันเข้าป่า วิ่งเร็วกว่ายอดม้าแข่งถึงสองเท่า

     " เราจะไปไหนกัน " ซูซานเห็นปราสาทที่มีหอคอยยอดแหลมสูง
     " เกาะแน่นๆ " อัสลานวิ่งปราดเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าประตูปราสาทแคร์ พาราเวล
     กลางลานปราสาทเต็มไปด้วยรูปหิน ลูซี่เห็นร่างฟอน,สหายต่างเผ่าพันธุ์แข็งทื่อ ใบหน้าบิดเบี้ยวแสดงถึงความเจ็บปวดทรมานขณะนั้นจึงร้องไห้โฮ อัสลานพ่นลมหายใจรดละลายรูปหิน-ชุบชีวิต ฟอนขยับตัวล้มลงในอ้อมแขนลูซี่
     " พี่ซูซานนี่คือ .. "
     " คุณทัมนุส " ซูซาน
     " มาเถอะเราต้องเร่งรีบค้นปราสาท หากำลังคนให้ปีเต้อร์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ " อัสลาน
     อัสลานหายใจรดคนแคระ เสือภูเขา กระต่าย นางไม้ เซนทอร์ .. เขากระโจนวนหอบหายใจไปรอบตัวดุจแมวไล่งับหางตัวเอง สักหน่อยประกายสีทองเล็กๆค่อยๆลามไปทั่วตัวสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่ฟื้นคืนชีพ ลานปราสาทเปลี่ยนจากพิพิธภัณฑ์เป็นสวนสัตว์ พวกนั้นกระโดดโลดเต้นอยู่รอบตัวอัสลาน สีขาวเย็นยะเยือกที่ปกคลุมปราสาทแต่เดิมนั้นมลายไป สีสรรพ์ธรรมชาติงดงามเข้ามาแทนที่
     สีน้ำตาล - เงามันเลื่อมของเซนทอร์ สีคราม - เขาของยูนิคอร์น สีรุ้ง - ขนนก สีน้ำตาลอมขาว - หมาจิ้งจอก,สุนัขบ้าน,เซเทอร์ สีเหลือง - ถุงเท้า สีแดง - หมวกยอดแหลมของคนแคระ สีเงิน - นางไม้,ต้นเบิร์ช สีเขียว - นางไม้,ต้นบีช ฯลฯ สารพัดเสียงดังเซ็งแซ่มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

     นางแม่มดขี่รถศึกเทียมหมีขาวอ้วนอวบสองตัวย่างสามขุมตีทะลวงใจกลางทัพของปีเต้อร์ เอ๊ดมันด์คุมกองหนุนอยู่บนเนินเขาสั่งพลธนู " ยิง..! "
     ลูกศรแปลงร่างเป็นนกฟีนิกซ์กวาดเปลวไฟระอุตีวงกั้นศัตรูรบประชิด
     " ยอดเยี่ยม " ตาบีเว่อร์ลุ้นตัวโก่ง
     " ถอยทัพ ล่อพวกมันไปที่ซอกเขา " ปีเตอร์เปลี่ยนแผนให้กองหนุนซุ่มโจมตีข้าศึกแบบกองโจร
     " นั่นไงแตรสัญญาณตามมา " ตาบีเว่อร์
     คนแคระ,สาถีนางแม่มดเล่นทีเผลอยิงธนูโดนยูนิคอร์นล้มสบัดปีเต้อร์ตกจากหลังไปนอนหงายบนพื้นหญ้า แรดยักษ์ไล่ขวิดเหล่าผีดิบที่จะรุมทำร้ายปีเต้อร์ โอเรียสพุ่งตัวแทรกแกว่งทวนสู้กับเพลงดาบนางแม่มด ทั้งสองถูกอาวุธลับ(คฑา)จ้วงแทงร่างกระดอนเป็นเศษหินไร้ค่า
     ปีเต้อร์ลุกขึ้นตะโกนบอก " เอ๊ดมันด์ ข้าศึกเกินกำลังเรารีบหนีไปจากที่นี่ พาลูซี่กับซูซานกลับบ้านไป "
     " ได้ยินแล้วก็ไปสิ ปีเต้อร์สั่งให้ไปจากที่นี่ " ตาบีเว่อร์
     " ปีเต้อร์ยังไม่ได้เป็นพระราชา " เอ๊ดมันด์ชะงัก
     สายตาเอ๊ดมันด์จับจ้องคฑาในมือแม่มด เขาชักดาบวิ่งลงจากเนินฉวยโอกาสนางแม่มดประมือกับปีเต้อร์ฟันคฑาขาดสองท่อน นางเอี้ยวตัวแทงดาบสวนชายโครงเอ๊ดมันด์ทรุดลง แล้วโหมแรงฟาดฟันดาบใส่ปีเต้อร์ไม่ยั้งจนเขาล้มลุกคลุกคลานดาบกระเด็นหลุดมือ พลันอัสลานโผล่มายืนเหนือเนินเขาแผดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นก้องนาร์เนีย บรรดาส่ำสัตว์นักรบที่ติดตามอัสลานเผ่นโผนบุกทะลวงแนวข้าศึกแตกพ่าย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องให้กำลังใจจากทหารเดนตายของปีเต้อร์
     " เป็นไปไม่ได้ " นางแม่มดงงงันอึ้งในสถานการณ์ผลิกผันจึงถูกอัสลานกระโจนคร่อมร่างกัดคอขาด
     " จบสิ้นแล้ว " อัสลานสรุป
 

     ยังมีต่อหักมุมอีกนิดก่อนจบ ..

     end : text by piraChan re-write from cvd & ThaiSubtitle.com
     หนังสืออ้างอิง ตู้พิศวง ซี.เอส. ลูอิส - เขียน สุมนา บุณยะรัตเวช - แปล,สำนักพิมพ์ผีเสื้อ พิมพ์ครั้งที่ 2(แก้ไข) สิงหาคม พศ.๒๕๔๕

chapters [ 5 ] [ 6 ] [ 1 ]  

Narnia webboard Chistianity  Pirachan Astrology Blog  NarNiaWorld   NarNiaWeb  gallery1.  gallery2. 
NarNiaFans
 NarNia Feature  NarNia Resources    Guestbook

  -: Star Storyboard :-

Pirachan : พิรฌาน