intro
แฟนคลับคงรู้สึกซาบซึ้งกับฉากจบสุดโรแมนติกของ
แวมไพร์หนุ่มเอ็ดเวิร์ด(โรเบิร์ต แพตทินสัน) กับ สาวสวย เบลล่า สวอน(คริสเตน
สจ๊วร์ต) ในหนัง
แวมไพร์ทไวไลท์ แต่สำหรับภาค 2 อย่าง
นิวมูนจะอยู่ในบรรยากาศตรงกันข้าม
สาวๆเตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ซับน้ำตากับความรักที่ลงเอยแสนเศร้าของหนุ่มสาวคู่นี้
นิวมูนจะฉายในประเทศไทย 19 พย.52 เริ่มต้นเรื่องโดย
เบลล่าได้ไปฉลองครบรอบวันเกิด 18 ปีของตัวเอง จัดขึ้นที่บ้านคัลเลน บังเอิญตอนเธอเปิดกล่องของขวัญเกิดบาดแผลที่นิ้ว กลิ่นคาวเลือดกระตุ้นสัญชาตญาณมืดทำให้
แจสเปอร์(น้องชายแวมไพร์ของเอ็ดเวิร์ด)เข้ามาทำร้ายร่างกายเธอ เพราะเหตุนี้ทำให้ครอบครัวคัลเลนจำใจย้ายออกจากเมืองฟอร์คส์ และ
เอ็ดเวิร์ดขาดการติดต่อกับเบลล่า
เบลล่ารู้สึกท้อแท้ และ หมดหวังในชีวิต เธอมักแว่วเสียงเอ็ดเวิร์ดขณะหัวใจสลาย โดดเดี่ยว เธอพาตัวเองเสี่ยงภัยไม่ใยดีในชีวิต หนึ่งในนั้นคือซิ่งรถมอเตอร์ไซค์คว่ำ เผชิญการตามล้างแค้นของ
วิคตอเรีย แวมไพร์สาว ผู้ซึ่ง
เจมส์ คู่รักของเธอถูกสังหารโดยครอบครัวคัลเลน .. กระโดดหน้าผา
เจคอบคอยช่วยชีวิตเธอไว้หลายหน ซึ่งความใกล้ชิดสนิทสนมทำให้หนุ่มอินเดียนแดงหลงรักเธอจนถอนตัวไม่ขึ้น
ไม่มีใครทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้นอกจาก
เจคอบ แบล็ค(เทย์เล่อร์ ลัตเนอร์) จิตวิญญาณของเธอถูกดึงดูดให้ตกอยู่ในโลกมนุษย์หมาป่า ศัตรูตัวฉกาจของแวมไพร์เสียด้วย นี่คือบททดสอบ
ความซื่อสัตย์ของเบลล่าที่มีต่อเอ็ดเวิร์ด ..
starring
คริสเตน สจ๊วร์ต
คิดว่าเบลล่าเติบโตขึ้น กล้าคิด และ ท้าทายตัวเอง ทำในสิ่งที่ใช่ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเอ็ดเวิร์ดและเบลล่าเคร่งเครียดตลอดเวลา เอ็ดเวิร์ดคือสิ่งที่เธอต้องมีในชีวิต เขาสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นในตัวเธอ เขาอาจไม่ใช่คนดีที่สุดสำหรับเธอ เขาเป็นคนดูยาก เยือกเย็น เก็บความรู้สึก แต่สำหรับเจคอบและเบลล่าต่างเปิดใจให้กัน พูดคุยกันได้ทุกเรื่องซึ่งเป็นสิ่งมีค่าและหาได้ยากสำหรับเบลล่า เขาเป็นคนสบายๆ ตลก เข้ากับคนอื่นได้ง่าย และเหมาะจะเป็นคู่เดท แต่คุณไม่ได้รักเขาจริง เทย์เล่อร์เปลี่ยนไปมากจากภาคแรก ทั้งสรีระและการทุ่มเทให้กับงานแสดง
ในเมื่อแฟนๆให้ความสนใจและคลั่งไคล้มากขึ้น คริสเตนเตรียมรับมือกับเรื่องนี้มาอย่างดี จากประสบการณ์แสดงหนังในวัยเด็ก (แพนิค รูม เป็นลูกสาว โจดี้ ฟอสเตอร์) ความโด่งดังอาจทำให้คริสเตนไม่มั่นใจตัวเอง เธอต้องมานั่งวิเคราะห์ว่าตอนนี้เธอเป็นอะไรกันแน่ มาทำอะไรอยู่ที่นี่ ทำไมพวกเขาจึงสนใจเรื่องของเธอด้วย ถ้าเธอโตกว่านี้คงคิดมาก หยุดทำทุกอย่าง และเลิกเป็นดาราไปเลยแน่ๆ แต่เธอไม่รู้สึกกดดันขนาดนั้น ก็แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามทางของมัน
คริสเตนชอบนิวมูนเพราะเป็นตอนที่เธอต่อสู้กับตัวเอง พอถึงภาคอีคลิพซ์เธอรู้สึกว่าชีวิตเบลล่าไปได้สวยแล้ว เธอแข็งแกร่ง พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และมีความสุขกับชีวิต ในตอนนิวมูนเธอไม่มีอะไรเลย เธอสูญเสียทุกอย่าง จึงต้องตามหาตัวเองให้เจอ ภาคนี้มีซีนเค้นอารมณ์มากมาย นิวมูนไม่ได้พูดถึงการค้นหาหรือมีความรักซึ่งเป็นอารมณ์ชั่ววูบ เบลล่าโตเป็นผู้ใหญ่มีเรื่องให้รับผิดชอบอีกเยอะ อย่าลืมว่านิยายเรื่องนี้บอกเล่าผ่านตัวละครเบลล่า เหมือนกับคุณเข้าไปอยู่ในความคิดเธอ อะไรที่เกิดขึ้นกับเธอจะทำให้คุณอินด้วย
คริสเตนได้ร่วมงานกับ ดาโกต้า แฟนนิ่ง ในเรื่องนิวมูน และ เดอะ รันนาเวย์ส ซึ่งคู่หูเธอมีทักษะการแสดงสูงมาก หล่อนมักจะเลือกบทที่แตกต่างกันมากๆ คริสเตนอยากถ่ายหนังทไวไลท์เสร็จไวๆเพื่อหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ปกติหนังแต่ละเรื่องจะถ่ายทำตัดต่อลงโรงฉายทันที แต่ทไวไลท์ทำให้เธอรอเป็นปีจนกว่าจะถ่ายจบทุกภาค ลุ้นจนหายเหนื่อย ..
โรเบิร์ต แพตทินสัน
ทันทีที่โรเบิร์ตทดสอบบทเสร็จแล้ว เขารู้สึกผูกพันกับหนังเรื่องนี้ทั้งที่ไม่เคยอ่านนิยายมาก่อน สงสัยจะมีพลังพิเศษแฝงอยู่ ตอนแสดงเขาพยายามลบความเป็นแวมไพร์ออกไป มองว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ความรักมีอุปสรรค นึกไม่ถึงว่าหนังภาคแรกจะโด่งดังได้กระแสตอบรับดีเกินคาด และแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้เขาใช้ชีวิตดาราไม่ได้อย่างปกติ
ทไวไลท์จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เบลล่ากับเอ็ดเวิร์ดอยู่ด้วยกัน พวกเขาปราบศัตรูลงได้ ในนิวมูนเอ็ดเวิร์ดรักเบลล่ามากเสียจนไม่อยากอยู่ใกล้เธอ กลัวว่าเธอจะตกอยู่ในอันตรายเพราะเขา เอ็ดเวิร์ดจึงตั้งใจบอกเลิกเธอเอง ฟังดูสมเหตุสมผล เขาคงต้องเจ็บปวดใจมาก ตอนจบมีฉากต่อสู้ และสุดท้ายเบลล่าก็เป็นคนช่วยชีวิตเอ็ดเวิร์ดไว้เหมือนในหนังสือทุกเล่ม เอ็ดเวิร์ดไม่ใช่ฮีโร่
เอ็ดเวิร์ดเข้าฉากน้อยกว่าภาคแรก อาจทำให้แฟนหนังบางคนเสียใจ โรเบิร์ตมองว่าถ้าเขาไม่หายไปไหนแฟนๆคงไม่คิดถึงเขาใช่มั้ยล่ะ หนังพูดถึงความมืดมน ในบรรยากาศคลุมเครือ และว่างเปล่าโดยปราศจากเอ็ดเวิร์ด
เทย์เล่อร์ เลาต์เนอร์
รู้ตัวตั้งแต่การแสดงทไวไลท์ภาคแรกว่าเจคอบจะเปลี่ยนไปมาก คริส ไวตซ์,ผู้กำกับคนใหม่กังวลว่าเทย์เล่อร์จะเหมาะสมกับบทในภาค 2 หรือไม่ เพราะเขาอายุเพียง 16 ปี ดังนั้นเขาต้องทำงานหนักเพื่อรับบทนิวมูน เริ่มจากเข้าโรงยิมฟิตหุ่นล่ำบึ้ก มีเทรนเน่อร์ส่วนตัว เขาออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วัน กินโปรตีนเสริมทำน้ำหนักเพิ่มถึง 14 กก. พร้อมกล้ามเนื้อมัดโตภายใน 11 เดือน สิ่งที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ามาก
เทย์เล่อร์เล่นฉากแอ็คชั่นโดยเฉพาะต้องแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่า ถอดเสื้อโชว์ผลงานจากความมุมานะอดทน บางครั้งถ่ายทำ 2 รูปแบบในวันเดียว คือช่วงก่อนจะกลายร่าง(หนุ่มน้อยเจคอบ) และ ช่วงหลังจากกลายร่าง(มนุษย์หมาป่าเจคอบ) หลังจากชมภาพฟุตเทจแฟนทีมเจคอบคงน้ำลายหกกันเป็นแถว นิวมูนไม่มีความโรแมนติกระหว่างหญิงสาวธรรมดากับแวมไพร์อีกต่อไป แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความรักสามเส้า แม้คริสเตนจะควบคุมตัวเองได้ ในเมื่อเธอทุ่มเทความรักให้กับใครคนหนึ่ง และหวังจะได้รับการตอบแทนแบบเดียวกันจากเขา
ทไวไลท์ภาคโปรดของเทย์เล่อร์คืออีคลิพซ์ เมื่อ 3 ดารานำได้มาประชันหน้ากันพร้อมเพรียงเสียที ต้องร่วมมือ และ พยายามเป็นเพื่อนกันเพื่อปกป้องเบลล่าคือไฮไลท์หนังทไวไลท์ทุกภาคแล้วนะ

เดอะ วูล์ฟ แพ็ค
ในทไวไลท์เราได้รับรู้ตำนานหมาป่าแห่งลาพุช ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์หมาป่าเก๋ากึ๊กคือ พวกเขาไม่ได้กลายร่างตอนพระจันทร์วันเพ็ญ และ มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ พวกเขาเหมือนหมาป่าจริงๆคือ ขนฟู หน้าตาดุร้าย ตัวเบ้อเริ่ม ผู้ที่มารับบทจึงต้องเป็นวัยรุ่นหุ่นล่ำบึ้ก กล้ามเนื้อแข็งแรง เพราะจะถอดเสื้อโชว์กล้ามท้องกันตลอดเวลา
เทย์เล่อร์ เลาต์เนอร์ ภาคแรกเขาสวมวิกผมยาวเฟื้อย หน้าตาซนๆ ตาหยี และยิ้มตลอดเวลาเข้ากล้อง ภาคนิวมูนเขาสอบผ่านการฟิตร่างกาย ไม่เพียงแต่เท่านั้นตัวละครเจคอบมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และ ความคิดจากเด็กไฮเปอร์เป็นสุขุมลุ่มลึกขึ้น มีฉากแสดงผาดโผนด้วย เช่น กระโดดข้ามรั้ว โหนสลิงบนความสูง 10 ฟุต แต่เลาต์เนอร์สนุกมากยกเว้นวิกผมยาวน่ารำคาญหนังศีรษะ พอตอนแปลงร่างเป็นหมาป่าทรงผมจะสั้นเหมือนนักเรียนมัธยมบ้านเรา
สมาชิกคนอื่นของทีมเจคอบที่ฟิตร่างกายพร้อมรับการฝึกหฤโหดในค่ายวูล์ฟแคมพ์คือ เชสเก้ สเปนเซ่อร์(แซม อูลี่ย์) ,คิโอว่า กอร์ดอน(เอมบรีย์ คอล) ,อเล็กซ์ เมเรซ(พอล) ,ไทสัน เฮาส์แมน(คริล) และ บรอนสัน เพลเลต(จาเรด) จุดสัมพันธ์ร่วมกันคือ พวกเขาเป็นลูกครึ่งเชื้อสายชนเผ่าดั้งเดิมในอเมริกาอยู่แล้ว
คริส ไวซ์ อธิบายว่า พวกเขามีหน้าที่ปกป้องรักษาดินแดน เผ่าพันธุ์ รวมถึงผู้อยู่รอบกายซึ่งไม่ล่วงรู้ความลับว่าพวกเขาเป็นตัวอะไรแน่
เมเรซ บอกว่า เขาต้องแสดงออกมาให้สมกับเป็นควิลยูตอันน่าเกรงขาม เป็นที่เคารพต่อสายเลือดเผ่าพันธุ์
เลาต์เนอร์ รู้สึกว่ามีเพื่อนในกลุ่มหมาป่า ไม่ใช่หนุ่มน้อยในกลุ่มแวมไพร์อย่างภาคแรก ต่างคนช่วยเหลือกันทั้งในจอและนอกจอ เวลาพักกองก็ไปออกกำลังกายด้วยกัน ฟิตกล้ามและงัดข้อแข่งกัน เต้นแร็พ หัวเราะครื้นเครงสร้างสีสันให้กองถ่ายอักโข
อ้างอิง 1.OK! first for celebrity news(Thailand) issue 105 Oct 30,2009 2.นิตยสารเอนเตอร์เทน issue 1051 ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2552 3.FILMAX ปีที่ 3 ฉบับที่ 29 พฤศจิกายน 2552 4.starpics vol.762 ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2552
next chapter coming soon ..