![]() 1. แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ภาคีนกฟีนิกซ์ .. ภาคที่เข้มข้นด้วยอารมณ์เศร้าและโรแมนติก เดวิด ฮีย์แมน ,ผู้อำนวนการสร้างภาพยนตร์แฟรนไชส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ มาตั้งแต่แรกได้พิสูจน์แล้วว่าเขาตาแหลมในการเลือก ผู้กำกับ ที่เหมาะสมกับหนังแต่ละภาคอาทิเช่น อัลฟอนโซ่ คัวรอน ( Harry Potter and the Prisonner of Azkaban ) และ ไมค์ นีเวลล์ ( Harry Potter and the Goblet of Fire ) ซึ่งทั้งคู่ต่างยอมรับพื้นฐานของหนังที่ คริส โคลัมบัส ผู้กำกับหนัง 2 ภาคแรกปูเอาไว้ ขณะเดียวกันพวกเขานำความแปลกใหม่และสดมาสู่แผ่นฟิลม์ด้วย
สำหรับภาค 5 ตัวเลือกที่สร้างความประหลาดใจคือ เดวิด เย็ทส์ ,เพิ่งเคยกำกับหนังมาแค่เรื่องเดียวคือ The Tichborne Claimant แถมไม่ค่อยทำเงินเท่าไหร่แต่ผลงานทางทีวีของเขาอย่าง State of Play,Sex Traffic และ The Girl in the Cafe ทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมมากมาย เขาไม่เพียงสามารถดึงระดับความยอดเยี่ยมออกมาจากตัวนักแสดงเท่านั้น แต่ยังรับมือกับเนื้อหาที่อ่อนไหวออกแนวการเมืองได้ดียิ่ง ส่วนมือเขียนบทคนใหม่คือ ไมเคิล โกลเด้นเบิร์ก (contact,peter pan)มาแทน สตีฟ โกลฟส์ (ขาประจำ)ชั่วคราว รับภาระหนักอึ้งในการดัดแปลงนวนิยายหนาปึ๊ก 1,047 หน้าให้กลายเป็นภาพยนตร์ในเวลาแค่ 2-3 ชั่วโมง " ผมรู้ทุกคนอยากให้หนังเรื่องนี้ออกมาดีที่สุด ไม่อยากให้เนื้อหาตกหล่น ผมเองก็เสียใจที่ต้องตัดเรื่องที่ไม่สำคัญออกไปบ้าง (ไมเคิลมือกรรไกรยอมรับ) ผมก็เป็นแฟน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผมว่าทุกอย่างในเรื่องนี้สุดแสนมหัศจรรย์ โจแอน ไม่ได้มาก้าวก่ายงานของผมเลยแม้แต่น้อย ผมอ่านแฮร์รี่ทุกเล่ม แต่เชื่อผมเหอะ ภาค 5 เข้าทางผมที่สุดแล้ว แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องยึดจิตวิญญาณของหนังสือเป็นหลัก เรื่องนี้เฉพาะเจาะจงไปที่ตัว แฮร์รี่ เป็นพิเศษ ทั้งเรื่องการเดินทางของเขา การข้ามผ่านวัยของเขา และการตระหนักรู้ว่าสิ่งต่างๆบนโลกไม่ได้มีแต่ ขาว กับ ดำ เท่านั้น เราต้องการสำรวจ ธีม อันนี้ ไม่เพียงแค่แฮร์รี่เท่านั้นรวมไปถึง รอน กับ เฮอร์ไมโอนี่ ด้วย เด็กๆทุกคนต้องรับมือกับโลกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่าตอนที่เข้ามาที่ฮอกวอตส์ครั้งแรก " ไมเคิลถูกถีบจากมือเขียนบทในภาค 6 โดยสตีฟ,เจ้าเก่าซึ่งว่างเว้นจากรับจ๊อบเขียนบทหนังให้เจ้าอื่น(มือทองซะอย่าง)จะกลับมารับหน้าที่เดิม โกลเด้นเบิร์กทำงานร่วมกับเย็ทส์ตั้งแต่เริ่มแรกในโปรเจกต์นี้กล่าวถึงแดนว่า " เขา(แฮร์รี่)เปลี่ยนจากคนอารมณ์ดีมาเป็นคนหงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า รู้สึกแปลกแยก แต่ขณะเดียวกันเขาก็เติบโตขึ้นพร้อมจะก้าวเข้ามาเป็นผู้นำใน กองทัพดัมเบิลดอร์ สมาคมลับที่เขาก่อตั้งขึ้น "
" นี่คือหนังที่มีความเป็นการเมืองมากที่สุด มันคือโลกที่ใกล้เกิดสงคราม สิ่งที่เรารับมืออยู่ก็คือพลังของความชั่วร้ายที่กำลังเพิ่มความแข็งแกร่ง กับ มาตรการกดขี่โดยรัฐมนตรีที่กันพวกเด็กๆจากการหาทางที่จะปกป้องตนเอง มีความขัดแย้งมากมายที่เป็นทั้งเนื้อหาหลัก และเนื้อหาย่อย ผมว่า เดวิด คงรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาเคยมีประสบการณ์ และดูเหมือนเขาจะเป็นทางเลือกที่ลงตัวในฐานะผู้กำกับ เขาเน้นไปที่ตัวละคร และบุคลิกภาพ อีกอย่างมันคือบทที่ท้าทายที่สุดสำหรับ แดน ด้วย " ฮีย์แมน กล่าว เดวิด เย็ทส์ ,ยอมรับเขารู้สึกประหลาดใจเมื่อได้รับโทรศัพท์ติดต่อ " เพราะผลงานของผมล้วนแต่เป็นเรื่องดราม่าของผู้ใหญ่ ผมไม่เคยข้องเกี่ยวกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ มาก่อนเลย ดังนั้นผมจึงตามอ่านหนังสือ และบังเอิญผมชอบมันมาก ผมคิดว่ามันเต็มไปด้วยตัวละครและเรื่องราว สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้พัฒนาการของวัย โจแอน ทำได้ดีก็คือ 1.การสร้างตัวละครที่ผู้ชมเกิดความผูกพัน 2.เธอเข้าถึงเสี้ยวชีวิตในช่วงต่างๆของวัยเด็ก อย่างเช่น เสี้ยวที่อยู่โรงเรียน เสี้ยวที่ถูกรังแก เสี้ยวที่จุมพิตครั้งแรก มันเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆเหล่านี้ สำหรับผมแล้วรู้สึกสมจริงเพียงแต่มันกำลังเกิดขึ้นในโลกที่แสนวิเศษใบนี้ " ใน ootp การเดินทางของแฮร์รี่เริ่มต้นขึ้นระหว่างที่เขาต้องทนใช้ชีวิตช่วงปิดเทอมอยู่กับพวกเดอร์สลี่ย์ เขาเหมือนถูกตัดขาดจากเพื่อนๆ แม้แต่ รอน กับ เฮอร์ไมโอนี่ ก็ไม่เคยเขียนจดหมายถึงเขา มิหนำซ้ำจดหมายฉบับแรกแจ้งว่าเขาถูกไล่ออกจากฮอกวอตส์เพราะฝ่าฝืนการใช้เวทมนตร์นอกโรงเรียน เขาโชคดีที่ได้ศจ.ดัมเบิลดอร์มาแก้ต่างในการพิจารณาคดีพาเขากลับไปเรียนที่ฮอกวอตส์อีกครั้ง หลังจากถูกผู้คุมวิญญาณซุ่มทำร้าย แฮร์รี่ถูกพาตัวไปยัง กริมโมลด์เพลซ ที่นั่นเขาพบกับ รอน และ เฮอร์ไมโอนี่ ,เพื่อนรัก
" ภาคีนกฟินิกซ์ คือ องค์กรซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดย ศจ.ดัมเบิลดอร์ เพื่อต่อสู้กับกองกำลังชั่วร้ายของโวลเดอมอร์ พวกเขาต้องแอบพบกันแบบลับๆ เพราะรมต.ฟัดจ์รู้สึกเหมือนถูกศจ.ดัมเบิลดอร์เลื่อยขาเก้าอี้ และพยายามเก็บเรื่องการกลับมาของโวลเดอมอร์ไว้เป็นความลับสุดยอด แต่ทางกลุ่มก็รู้ว่าโวลเดอร์มอร์กำลังสั่งสมกองกำลังเพื่อหนุนให้เขากลับมาเรืองอำนาจ " เดวิด ฮีย์แมน อธิบาย ขณะเดียวกันแฮร์รี่ก็ได้รู้ความจริงว่า พ่อแม่ของเขาก็เคยอยู่ในกลุ่มภาคีนกฟีนิกซ์เช่นกัน สมาชิกสำคัญปัจจุบันในกลุ่มประกอบด้วย มอลลี่ และ อาเธอร์ วีสลี่ย์ ,ศจ.ลูปิน ,ศจ.สเนป ,ศจ.มู้ดดี้ และ ซิเรียส แบล็ก ผู้เปิดบ้านตระกูลแบล็กให้เป็นที่ชุมนุมภาคี " ซิเรียสไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เพราะเขาถูกตามล่าตัวอยู่ เขาอยากจะมีส่วนร่วมก็เลยยกบ้านให้เป็นของขวัญแก่เหล่าภาคี " เย็ทส์ เสริม กลับมาที่ฮอกวอตส์ แฮร์รี่ต้องพบกับสายตาเคลือบแคลงสงสัยของเพื่อนร่วมชั้น เท่านั้นยังไม่พอ นสพ.เดลี่พรอเฟ็ตยังเปลี่ยนนามสกุลเขาจาก Potter เป็น Plotter อ้างว่าเขาคือจอมโกหกเรื่องการกลับมาของ ลอร์ดโวลเดอมอร์ " แฮร์รี่รู้สึกโดดเดี่ยวและถูกตัดออกจากสังคมแวดล้อม เขาปฏิเสธความช่วยเหลือจากรอนและเฮอร์ไมโอนี่ เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เขาประสบพบเจอ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ตาม แฮร์รี่ถูกนสพ.เดลี่พรอเฟ็ตสบประมาทและผู้คนก็เริ่มเชื่อในสิ่งที่ได้อ่าน พอกลับมาที่ฮอกวอตส์เขาจึงไม่รู้สึกว่าปลอดภัยเหมือนอดีตที่ผ่านมา เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอก นั่นคืออารมณ์ ความรู้สึกที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง " เย็ทส์สรุป หลังจาก แฮร์รี่ พอตเตอร์ เอาชีวิตรอดมาได้จากการเผชิญหน้ากับ โวลเดอมอร์ ในตอนจบของหนังภาคที่แล้ว และได้เห็น เซดริก ดิกกอรี่ ,เพื่อนร่วมโรงเรียนฮอกวอตส์ของเขาต้องตายไปด้วยน้ำมือของโวลเดอมอร์ แฮร์รี่เริ่มต้นหนังภาคที่ 5 ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกลัว " เมื่อแฮร์รี่เติบโต ธีมในหนังสือยิ่งมืดหม่น และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น คุณมีทุกอย่างอยู่ในตอนนี้ซึ่งคนดูจะต้องชอบ ทั้งลูกเล่นและอารมณ์ขัน ตัวละครถูกสร้างเอาไว้เหมาะเหม็ง คุณเริ่มผสมผเสธีมที่มีสาระน่าสนใจมาก " ผู้กำกับคนใหม่แทรกความเห็น เมื่อโวลเดอมอร์ เป็นอิสระ ทวีความเข้มแข็ง และได้ผู้เสพความตายมาเป็นลูกสมุน แฮร์รี่พบว่าตัวเขาเองตกเป็นเป้าหมายอีกครั้ง เขาไม่ได้รับความสนับสนุนจากรมต.กระทรวงเวทมนตร์ดั่งเคย คอร์นีเลียส ฟัดจ์(ทิโมธี เวสต์)ผู้ไม่ยอมรับการกลับคืนสู่โลกของโวลเดอมอร์ แถมยังกล่าวหาแฮร์รี่เป็นคนโกหก-ตัวสร้างปัญหา แทนที่ฟัดจ์จะหันไปรับมือกับตัวปัญหาที่แท้จริงอย่างโวลเดอมอร์ เขากลับส่ง โดโลเรส อัมบริดจ์ (อีเมลด้า สตอนตัน)ไปยังฮอกวอตส์เพื่อเป็นอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด อัมบริดจ์หวังมากกว่านั้น เธอต้องการถอดถอน ศจ.ดัมเบิลดอร์ ออกจากตำแหน่ง แล้วส่งตัวเองมาเป็นผู้ควบคุมฮอกวอตส์แทน " บางครั้งกับตัวละครหลายตัวที่ดูเหมือนเป็นคนดีและให้กำลังใจ แต่มีบางอย่างในตัวพวกเขาที่มันถูกทำลายอยู่ลึกๆ " เย็ทส์ อธิบาย " อย่างเช่น ศจ.ลูปิน ,มนุษย์หมาป่าในภาคที่ 3 ที่ดูภายนอกเป็นคนดี อบอุ่นใจ แต่เขามีความลับที่น่ากลัวเก็บซ่อนไว้ ในกรณีนี้ โดโลเรส อัมบริดจ์ มีแมวขนปุยน่ารัก และดูท่าทางเป็นคนดีมีเมตตา แต่ภายใต้ความเมตตาปรานีกลับเป็นคนที่มีปัญหา " ที่ฮอกวอตส์ อัมบริดจ์สั่งห้ามการใช้เวทมนตร์ รวมถึงระงับการแข่งขันควิดดิช และเริ่มใช้กฎข้อห้ามมากมาย ทำให้เธอกลายเป็นบุคคลไม่น่าพิสมัยทั้งในหมู่นักเรียนและครู " เธอกำลังทำตามคำสั่ง " สตอนตันผู้รับบทนี้กล่าว " เธอคิดว่ารมต.กระทรวงเวทมนตร์บอกเธอว่าไม่ใช่ทำงานแค่นี้แค่นั้น เธอจึงพยายามควบคุมทุกอย่างอยู่คนเดียวโดยเฉพาะแฮร์รี่ " " เธอเป็นคนบ้าอำนาจ " แร็ดคลิฟฟ์บอก " แต่จริงๆแล้วเธอคอยฟังคำสั่ง คอร์นีเลียส ฟัดจ์ มีช่วงเวลาน่ารักๆที่อัมบริดจ์ทำสิ่งที่เธอรู้ดีว่าฟัดจ์จะต้องไม่พอใจ เธอเดินไปคว่ำกรอบรูปฟัดจ์ลงเพื่อที่เธอจะไม่ต้องเห็นหน้าเขา ราวกับเขาสามารถมองเห็นเธอได้อย่างงั้นแหละ เธอเป็นคนน่ากลัวแต่มีบางอย่างในตัวเธอที่น่าเห็นใจในแง่ที่เธอเป็น ผู้หญิง ที่สิ้นหวัง ดังนั้นคุณจึงเกือบจะเกิดความรู้สึกเสียใจแทนเธอ " การเปลี่ยนแปลงที่อัมบริดจ์กระทำให้เกิดขึ้น ทำให้แฮร์รี่และเพื่อนๆไม่ว่า รอน(รูเพิร์ต กริ้นต์) หรือ เฮอร์ไมโอนี่(เอ็มม่า วัตสัน) และกลุ่มนักเรียนคนอื่นๆของฮอกวอตส์รวมกลุ่มกันจัดตั้ง กองทัพดัมเบิลดอร์ หนึ่งในตัวละครใหม่ที่น่าตื่นเต้นก็คือ ญาติที่ชั่วร้ายของ ซิเรียส แบล็ก อย่าง เบลลาทริกซ์ เลสแตรงส์ หนึ่งในผู้เสพความตาย ลูกน้องของโวลเดอมอร์ซึ่งรับบทแสดงโดย เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ " เธอคือหญิงเหล็ก บอนแฮม คาร์เตอร์ กำลังพูดถึงตัวละครของเธอ โดยก่อนจะมาถึงภาคนี้ เบลลาทริกซ์โดนคุมขังอยู่ในอัซคาบันนานถึง 14 ปี " เธอเปรียบเหมือนกระสุนปืน เห็นได้ชัดว่าเธอมีบุคลิกแปลกแยกอยู่ในตัว ดังนั้นเธอจึงมีด้านที่เหมือนเด็ก มีด้านที่ซาดิสต์ เธอเป็นพวกผู้ดีมาจากตระกูลแบล็กอันสูงส่ง เธอบ้าเพราะถูกขังคุกมานาน "
อันที่จริงในหนังภาคนี้แฮร์รี่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของการรับมือกับความพยายามหลายอย่างในชีวิตของเขา เขายังต้องเผชิญหน้ากับจูบแรกในชีวิตกับเพื่อนนักเรียนหญิง โช แชง รับบทโดย เคที่ เหลียง " ตอนแรกผมเองก็เป็นกังวลอยู่เหมือนกัน เคที่ก็เหมือนกัน " แร็ดคลิฟฟ์พูดถึงวันสำคัญในการถ่ายทำ " แต่มันเยี่ยมมาก มันไม่ได้มีอะไรที่เซ็กซี่หรือโรแมนติกหรือทำให้เกิดอารมณ์ การจูบก็เหมือนการเดินขึ้นบันได " แล้วนี่ไม่ใช่จูบแรกบนจอของแร็ดคลิฟฟ์เสียด้วย " ผมเคยจูบบนจอมาก่อนแล้วในเรื่อง December Boys แต่ตอนนี้เป็นเรื่องใหญ่ก็เพราะเขาคือ แฮร์รี่ " แร็ดคลิฟฟ์ย้ำ " ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นประเด็นหลักของหนัง ผมคงจะบอกว่าถ้ามีเหตุผลสักข้อที่คนจำนวนมากจะดูหนังเรื่องนี้ หลายคนคงอยากดูฉากจูบ ดังนั้นมันก็เลยทำให้เกิดความกดดัน ผมหวังว่าคนดูคงจะไม่หวังอะไรมากนักเพราะมันก็เป็นฉากที่มีความอ่อนหวาน เป็นฉากเล็กๆเท่านั้น " เย็ทส์เล่าต่ออีกว่าก่อนหน้าที่จะเริ่มถ่ายทำกันเขากับแร็ดคลิฟฟ์ไปพบที่ปรึกษาผู้บำบัดคนที่ต้องสูญเสียคนที่เป็นที่รักไป ทั้งนี้เพื่อให้แร็ดคลิฟฟ์มีความเข้าใจในอารมณ์ที่แฮร์รี่ต้องเจอในหนัง " แดนกับผมนั่งอยู่ที่นั่นนานหลายเดือนเพื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ เขาเหมือนกับฟองน้ำ เขาซึมซับทุกอย่างเอาไว้ตลอดเวลา เธอเล่าให้ฟังว่าหมอรับมืออย่างไรต่อการตายของคนไข้ เก้าเดือนต่อมา เมื่อเราถ่ายทำฉากการตาย ผมพยายามหาคำเหมาะๆเพื่อจะพูดกับเขา และเขาก็พูดขึ้นว่า เหมือนหมอที่สูญเสียคนไข้ไปใช่ไหม และผมก็ตอบเขาว่า ใช่ นั่นแหละ " แกรี่ โอลด์แมน รับบท ซิเรียส แบล็ก,พ่อทูนหัวแฮร์รี่มีส่วนช่วย แดน แสดงฉากบีบคั้นอารมณ์ " ในฉากซึ่งผมจะต้องแสดงอารมณ์เสียใจ อยู่ดีๆ แกรี่ ก็ถามว่า จะว่าอะไรไหมถ้าเขาจะกอดผม ผมคิดว่าคงกอดหรือโอบไหล่แบบธรรมดา เลยบอกว่าไม่เป็นไร ที่ไหนได้เขากลับคว้าตัวผมไปกอดเต็มแรง แถมเขย่าผมซะหัวสั่นหัวคลอนอย่างพ่อที่รักลูกมากๆก่อนที่เขาจะเดินไปเข้าฉาก เราสบตากันแล้วผมก็ร้องไห้ออกมา ผมไม่รู้เขาทำอะไรกับผมนะแต่มันได้ผลแฮะ " แร็ดคลิฟฟ์บอก เขาพบว่าการทำงานร่วมกับผู้กำกับเย็ทส์คือความเพลิดเพลิน และทำให้เขาได้พัฒนาฝีมือมากขึ้นในฐานะนักแสดงมากกว่าหนัง 4 ภาคก่อนโดยเพาะในฉากแฮร์รี่ต้องเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาไป " นั่นคือการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงมา ดังนั้นผมต้องอิงอารมณ์จากจินตนาการของผม เราใช้เวลาถ่ายทำฉากนั้นตลอดทั้งเช้า เดวิดพูดว่า เราจะถ่ายเทกดีๆกันสัก 2 เทก แต่ยังคงมีอีกเทกหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าน่าจะดีกว่านี้ได้ และสมจริงกว่านี้ด้วย เขาไม่ต้องการหยุดอยู่แค่ระดับดี เขาต้องการให้ทุกอย่างมีความสมจริงสมจัง ผมคิดว่าความแตกต่างในการแสดงของผมในครั้งนี้ก็คือ มันมีรายละเอียดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน " การค้นหาความจริงในทุกวินาทีไม่ว่าจะเป็นฉากเล็กหรือฉากใหญ่คือสิ่งสำคัญสำหรับผู้กำกับเย็ทส์ " สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมก็คือการทำให้แน่ใจว่าความสัมพันธ์ที่เห็นในหนังจะต้องให้ความรู้สึกเหมือนจริง ผมต้องการที่จะเชื่อมโลกใบนี้และตัวละครเหล่านี้ ถ้าคุณเชื่อในความสัมพันธ์ที่มีในหนังได้ โลกนี้จะเป็นยิ่งกว่าโลกมหัศจรรย์ เพราะมันมีความหมายขึ้นมาจริงๆ "
ยังมีต่อโปรดติดตาม .. |