Reincarnation powered by silkworm .. books synopsis นวนิยายกำลังภายใน ของ อึ้งเอ็ง
1

     ฮุ้นปวยเอี๊ยง ,ชื่อนี้มาจากบทกลอนของ ฮั่นเกาโจ้วฮ่องเต้ " .. พายุกรรโชก เมฆพัดพลิ้ว  "
     ตัวเอกของ กระบี่ไร้เทียมทาน ชื่อ ฮุ้นปวยเอี๊ยง
     ชื่อไม่ธรรมดา คนไม่ธรรมดา ชะตาชีวิตย่อมไม่ธรรมดา
     ก่อนหน้านี้เขาดำรงชีพธรรมดาสามัญยิ่งนัก เป็นเพียงเด็กรับใช้ ตักน้ำ-หุงข้าว-ผ่าฟืน บนสำนักบู๊ตึ๊ง เนื่องเพราะชาติกำเนิดไม่กระจ่าง มักถูกศิษย์วัยฉกรรจ์ของสำนักบู๊ตึ๊งเย้ยหยันกลั่นแกล้ง
     ตอนนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ทราบว่าเขาเป็นบุตรชายเจ้าสำนักบู๊ตึ๊ง .. แชซ้ง
     แชซ้ง  เป็นนักพรต กลับผิดศีลตบแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร เขาย่อมมีความคับแค้นจำเป็น อย่างไรก็ตาม แชซ้งสามารถนำบุตรชายขึ้นเขาบู๊ตึ๊ง อาศัยบารมีรับ ฮุ้นปวยเอี๊ยงเป็นศิษย์ซ่อนเร้น ลอบถ่ายทอด 6 สุดยอดวิชาของสำนักบู๊ตึ๊ง ช่วยปรับฐานพลังฝีมือให้กับฮุ้นปวยเอี๊ยงแน่นปึ้ก

     คนไม่ธรรมดาถึงอย่างไรย่อมมีประสบการณ์ไม่ธรรมดา โชคช่วยให้ฮุ้นปวยเอี๊ยงได้รับการถ่ายทอดกำลังภายในจากชู้รักของแชซ้งนาม ซิมบ่วงกุน  ฝึกลมปราณสำเร็จวิทยายุทธระดับไหมฟ้า แม้แต่ ต๊กโกวบ้อเต็ก  แห่งสำนักบ้อเต็กยังพ่ายแพ้ในเงื้อมมือเขา
     ลมปราณไหมฟ้า  เป็นยอดวิชาของสำนักบู๊ตึ๊ง ดังนั้นจึงเป็นที่หมายปองของทุกผู้คน หุบเขาสราญรมย์ส่ง โป่วเง็กจือ  ปะปนเข้าสำนักบู๊ตึ๊ง คิดขโมยฝึกลมปราณไหมฟ้าแต่ความเพียรพยายามล้วนล้มเหลว โป่วเง็กจือต้องชดใช้หนี้กรรมด้วยชีวิต

     ในชีวิตฮุ้นปวยเอี๊ยงมีโฉมสะคราญผู้รู้ใจอยู่หลายนาง ตอนแรกเขาหลงรักซื่อม่วย ลุ้นอ้วงยี้  แต่แล้วนางแต่งงานกับโป่วเง็กจือ ต่อมาพบกับบุตรีของต๊กโกวบ้อเต็กนาม ต๊กโกวหงส์  ทั้งสองผูกสมัครรักใคร่ขณะจะแต่งงานกันกลับปรากฏว่าต๊กโกวหงส์ก็เป็นบุตรีที่เกิดจากแชซ้ง คนทั้งสองแท้ที่จริงเป็นเฮียม่วยกัน

     ยังมีเฮียม่วยของโป่วเง็กจือนาม โป่วเฮียงกุน  ก็ลุ่มหลงรักใคร่ฮุ้นปวยเอี๊ยงแต่ฮุ้นปวยเอี๊ยงยึดถือนางเป็นเช่นน้องสาวเท่านั้น
     เหตุการณ์จะเป็นเช่นไรโปรดติดตามตอนต่อไป ..


     วิกาลคล้อยดึก หิมะตกพรั่งพรูดุจสายฝน โป่วเฮียงกุนสวมชุดขาวปล่อยผมยาวสยายคุกเข่าอยู่หน้าโค้วซิวอำ(อารามบำเพ็ญทุกข์),สำนักเห็งซัวเป็นวันที่ 3 ใบหน้านางขาวซีดสั่นระริก หิมะสุมคลุมท่วมถึงหัวเข่า ลมหนาวโชยพัด ประตูอารามเปิดผาง โค้วซือไถ่  (แม่ชีทุกรกิริยา)เดินออกมาโดยมีแม่ชีวัยกลางคน 2 นางติดตามหลัง พลันซือหูโบกมือไล่แม่ชีที่ตามหลังกลับไปพักผ่อนเมื่อเห็นหน้าโป่วเฮียงกุน
     นางคุกเข่า 3 วัน 3 คืน แสดงความเด็ดเดี่ยวที่จะบวชชีแต่โค้วซือไถ่อ่านใจนางทะลุปรุโปร่ง มิยอมปลงผมให้ตามพิธีเพราะจิตใจผู้ใฝ่ธรรมยังตัดโลกีย์วิสัยไม่ขาด

     โป่วเฮียงกุน,ผู้มีจิตใจงดงามบริสุทธิ์ดุจดอกบัวกลางโคลนตม แม้ถือกำเนิดจากหุบเขาสราญรมย์อันชั่วร้ายยังจำแนก ความดี  และ ความชั่ว  อย่างชัดแจ้ง ตอนฮุ้นปวยเอี้ยงต่อสู้กับต๊กโกวบ้อเต็กบนยอดเขาเง็กอ้วงเต้ง โป่วเง็กจือ,พี่ชายของนางคิดฉวยโอกาสลอบกัดผู้อื่น นางลงมือขัดขวางจนเขาเสียชีวิตแทน นางเสียใจยิ่งนัก เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เมื่อฮุ้นปวยเอี้ยงจากไปโดยไม่ร่ำลาทำให้นางบังเกิดความสิ้นหวัง พกพาแผลหัวใจเข้าสังกัดโค้วซือไถ่-อารามโค้วซิวอำเป็นเวลา 3 ปี จิตใจหาสงบได้ไม่จึงตกลงใจปลงผมบวชเป็นชี

     โค้วซือไถ่กล่าวว่า " สถาบันสงฆ์มิใช่นิวาสถานหลีกหนีความรัก " ขอให้รอสัก 3 ปี พลางวานโป่วเฮียงกุนส่งจดหมายและกล่องแพรเล็กๆใบหนึ่งให้ ยอดเซียนอมตะ  คู่ต่อสู้ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ(มหาสมณะฌานใจ) ณ วัดเสี้ยวลิ้มยี่ ภูเขาซงซัว แล้วคุกเข่าที่หน้าแท่นบูชาขอพรพระพุทธองค์อภัยแก่ศิษย์ซึ่งไม่อาจหลุดพ้นโลกีย์วิสัยทั้งที่บำเพ็ญภาวนามา 30 ปี โป่วเฮียงกุนใจหายวาบเมื่อซือหูกระซิบความลับบอกถึงคนผู้นั้น ถ้า เขา  ชนะให้บอกประโยคแรก ถ้าแพ้ให้บอกประโยคสองก่อนกลับเข้าไปสวดมนต์


     สายลมเย็นเดือนยี่พัดผ่านท้องถนนกลางเมืองชนบท ร้านรวงสองข้างทางปิดสนิทเงียบเชียบวังเวงผิดปกติ โป่วเฮียงกุนเดินมาตามลำพังเห็นเด็กหญิงอายุ 5-6 ขวบถูกจับมัดบนเสาไม้ส่งเสียงร้องไห้จึงคิดขึ้นไปช่วย แต่ถูก บุรุษชุดแพร  ขัดขวาง สู้กันไม่กี่กระบวนท่าเขาถอยร่นเข้าไปโรงเตี๊ยมพูดว่า " พวกมันมาแล้ว "
     โป่วเฮียงกุนวางมือขยับตัวไปแอบดูริมหน้าต่าง คนสวมใส่เสื้อผ้า 5 สี 20 คน ลอยตัวจากหลังคาลงมาบนถนนพร้อมเพรียงกัน ปรากฏควันหลากสีพลุ่งมาจากปากทาง ขบวนเสลี่ยง 2 คันวิ่งฝ่าหมอกควันหยุดตรงหน้าเสาไม้ 2 คนชุดขาวกระโดดทะยานขึ้นไปแก้มัดเด็กหญิงนำตัวใส่กระสอบโยนใส่หีบไม้ที่คนชุดคราม 4 คนแบกหามอยู่ทางด้านหลังแล้วเคลื่อนขบวน
      บุรุษชุดแพรบอกคนพวกนี้เป็นสาวกนิกายบัวขาว(แป๊ะเน้ยก่า) ผู้ที่นั่งบนเสลี่ยงคือ 2 ใน 3 ผู้วิเศษ(ฟ้า-ดิน-มนุษย์)ขึ้นตรงต่อ ก่าจู้  (หัวหน้านิกาย) โป่วเฮียงกุนข้องใจว่าพวกมันจับเด็กไปทำไม? หันกลับมาจะถามบุรุษชุดแพรก็หายตัววับไปแล้ว

     นิกายบัวขาว  เป็นขบวนการกึ่งเปิดเผย ด้านมืดเรียกว่า เม้งก่า (นิกายเรืองโรจน์)มีต้นกำเนิดจากชาวเปอร์เซีย นิยมบูชาเพลิงเช่นเดียวกับศาสนาฮินดูของอินเดีย และนิกายโรมันคาทอลิก ชื่นชอบการจุดโคมไฟส่องแสงสว่างไสวขับไล่ความมืด กินเจไม่กินของคาว นัดประชุมกันยามวิกาล เคยก่อกบฏในรัชกาลฮุยจงฮ่องเต้
     ด้านสว่างเรียก นีเล็กก่า (นิกายพระสังขจาย)ประกอบกิจกรรมปักธูป จุดโคม กินเจ ทำพิธีกรรม มีจิตศรัทธาต่อพระสังขจาย พระบางรูปเคร่งครัดในศีลจนบรรลุอรหันต์

     นิกายบัวขาวแม้เป็นสาขาหนึ่งของศาสนาพุทธแต่ค่อยๆแปรสภาพเป็น พรรคมวลชน  ทีละน้อย ทุกครั้งที่ราษฎรเดือดร้อนลำเค็ญก็จะผสมโรงก่อจราจล ถึงขั้นล้มล้างราชวงศ์หงวน จูง้วนเจียง  ปราบดาภิเษกขึ้นครองราช-สถาปนาราชวงศ์เหม็งนั้นก็เคยเป็นผู้นำนิกายเม้งก่า ,นีเล็กก่า และ นิกายบัวขาวมาก่อน .. 

     โป่วเฮียงกุนซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้นอกทุ่งหญ้าจับตาการชุมนุมของสาวกนิกายบัวขาว โคม 5 สีจุดพรึ่บ ดอกบัวขาวขนาดใหญ่เบ่งบานออกใต้โคมทอง พลันปรากฏ ปุกเล่าซิ้งเซียน (ยอดเซียนอมตะ)ชายชราผมเผ้าคิ้วขาวโพลนผู้เป็นหัวหน้านิกายนั่งขัดสมาธิวางมืออยู่บนพิณโบราณ พอลืมตาก็ถาม " ผู้วิเศษมนุษย์เล่า?"
     ผู้วิเศษฟ้า-ดินรายงานว่ามันสาบสูญไป 3 ปีแล้ว หัวหน้านิกายเปล่งวาจาแจ้งที่ประชุมหมายกำหนดประลองยุทธระหว่างประมุขนิกายบัวขาวกับประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ ในเทศกาลร้อยบุปผา บนภูเขาซงซัว มาถึงแล้ว ผู้ใดพ่ายแพ้ต้องยกสานุศิษย์แก่ฝ่ายชนะ หากใครใจไม่ถึงก็รีบถอนตัวออกไป พวกนั้นร้องขาน " ก่าจู้มียอดวิชาเลิศภพจบแดน บัวขาว ต้องชนะ เสี้ยวลิ้มยี่  ต้องแพ้พ่าย..! "

     ยอดเซียนอมตะยิ้มพลางพูดข่มผู้วิเศษฟ้า-ดินว่า ระหว่างตนกักตัวฝึกฝีมือ 20 ปี มีสาวกอันธพาลก่อเรื่องให้ชาวบ้านเดือดร้อน ปรบมือให้ลูกสมุนยกหีบไม้มาวางลงตรงหน้าแท่นดอกบัว สาวกชุดคราม 4 คนที่เคยแบกหีบไม่ยอมสารภาพผิดจึงถูกพลังเปลวเย็นปลิดวิญญาณฆ่าตาย ทุกคนอกสั่นขวัญแขวน ผู้วิเศษฟ้า-ดินรู้สึกโล่งใจว่าคงสืบสาวไปไม่ถึงเบื้องหลังผู้บงการ เมื่อสาวก 2 คนแก้กระสอบออกเห็นลูกสุกร 2 ตัว หัวหน้านิกายเกิดอาการงงงันอึ้ง โป่วเฮียงกุนอดหัวร่อคิกคักไม่ได้

      หัวหน้านิกายทึ่งในฝีมือสับเปลี่ยนสุดพิศดารโดยสองผู้วิเศษมิอาจรู้ตัว เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน  ตวาดเรียกผู้แอบดูการชุมนุมออกมา เมื่อไม่ได้ผลจึงดีดพิณ คลื่นเสียงชำแรกอากาศธาตุคล้ายฟ้าร้อง กระแทกกระทั้นเข้าไปถึงดวงจิตแทบสลาย บุรุษชุดแพรโรยตัวจากยอดไม้ผลักโป่วเฮียงกุนหนี ทั้งคู่หายวับไปในม่านวิกาล


     โป่วเฮียงกุนควบม้า 3 วันมาถึงภูเขาซงซัวแล้วเดินเท้าขึ้นสู่วัดเสี้ยวลิ้มยี่ นางแจ้งหลวงจีนปฏิคม 2 รูปว่าเป็นศิษย์อารามโค้วซิวอำได้รับคำสั่งซือหูมาพบท่านเจ้าสำนักพลางล้วงซองจดหมายส่งให้ จู่ๆ บุรุษชุดแพร  ก็มาปรากฏตัวที่นี่ ราวกับว่านางไปถึงที่ใดเขาก็ไปถึงที่นั่นดุจนัดหมายกันล่วงหน้า เขาแจ้งหลวงจีนปฏิคมที่อยู่ต้อนรับรูปหนึ่งว่าคนจากนครหลวงมาแล้ว หลวงจีนงงงันนิดหน่อยก่อนประนมมือคารวะพูดว่า " ที่แท้เป็น ฉื่อเท้งฮง ,เจ้าสวัสดิ์สุขสันต์ให้เกียรติมา ขอเชิญเข้าไปนั่งพักผ่อน "
     ไม่นานนัก บ้ออั้วไต้ซือ ,เจ้าอาวาสเดินนำขบวนหลวงจีนออกมาต้อนรับ ส่งโป่วเฮียงกุนไปพักผ่อนที่ตึกเช็งซิมอี่ ส่วนเจ้าสวัสดิ์สุขสันต์เรียนเชิญที่โบสถ์พระประธาน

     ฉื่อเท้งฮง,เจ้าสวัสดิ์สุขสันต์แจ้งเจ้าอาวาสวัดเสี้ยวลิ้มยี่ว่า ฮ่องเต้  มีพระประสงค์นิมนต์ไปยังนครหลวงเพื่อเผยแพร่หลักธรรม และทรงแต่งตั้งไต้ซือเป็นก๊กซือ(พระราชครู) บ้ออั้วไต้ซือมิอาจสนองรับได้เพราะเสี้ยวลิ้มยี่กำลังเผชิญคราวเคราะห์ ตัดสินชะตากรรมจากการต่อสู้ระหว่าง ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ  กับ ยอดเซียนอมตะ  ในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นฉื่อเท้งฮงใคร่ขอพบ แขกพิเศษ  ที่พำนัก ณ เรือนฟังเสียงคลื่น

     ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือถึงกำหนดเวลาออกจากถ้ำเมฆรางเลือนหลังจากบำเพ็ญเพียรภาวนาบรรลุ ฌานวัชระ  และ ฝึกปรือวิชา กระเรียนเหินเก้าฟ้า  สำเร็จ เมื่อครองกาสาวพัสตร์สีแดงขลิบทองทำให้ท่านดูสำรวมเคร่งขรึม ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนยาวแทบจรดพื้น ใบหน้าท่านอิ่มเอิบประดับรอยยิ้มคล้ายอวตารจากทิพยวิมาน กระเรียนขาว 2 ตัวเกาะที่หัวไหล่ท่านกระพือปีกบินสู่ท้องฟ้าขณะท่านเดินผ่านหลวงจีนซึ่งตั้งแถวส่งเสียงสวดมนต์ ไปนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลากลางลานหน้าโบสถ์พระประธานค่อยกล่าวว่า

     วันนี้ท่านจะพิสูจน์ฝีมือเหลื่อมล้ำต่ำสูงกับยอดเซียนอมตะให้รู้แจ้ง ผู้พ่ายแพ้ต้องนำสานุศิษย์เข้าสังกัดฝ่ายชนะ ผู้ใดไม่ต้องการก้มหัวแก่คนนอกศาสนาก็ยังมีเวลาปลีกตัวจากไป (เหล่าศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่หมอบกราบกรานลงไม่มีผู้ใดแปรพักตร์) เสียงพิณ 7 พิฆาตของนิกายบัวขาวมีอำนาจปลิดชีพกระชากวิญญาณยากที่ปุถุชนจะทนทานรับได้ เมื่อถึงเวลาประลองยุทธขอให้ลูกศิษย์ล่าถอยออกจากวัด
     กล่าววาจาเฉพาะโป่วเฮียงกุนว่าความสัมพันธ์ระหว่างซือหูนางกับหัวหน้านิกายบัวขาวท่านพอทราบระแคะระคาย .. ยินดีรับคำขอร้อง
     เสียงดนตรีประหลาดดังแว่วมาแต่ไกล ท่านอุทาน " ยอดเซียนอมตะรักษาสัจจะจริงๆ พวกเราออกไปรับแขก "

     ประมุขนิกายบัวขาวโอบพิณโบราณบุกเดี่ยวมาถึงเสี้ยวลิ้มยี่ ทรุดนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลาหลังหนึ่ง ทักทาย " ซิมเซี้ยง จากมาสบายดี? "
     " อมิตตพุทธ ยังดีอยู่ "
     " ซิมเซี้ยง กำหนดนัดเมื่อ 20 ปีก่อนท่านใช่นึกเสียใจหรือไม่? "
     ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือยิ้มพลางกล่าวว่า " บรรพชิตย่อมไม่มุสา เมื่อเอ่ยปากไม่เสียใจ ไม่ทราบว่าท่านพร้อมหรือยัง? "
     ยอดเซียนอมตะมิพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ตวาดเสียงข่มขวัญแล้วลอยตัวเหนือแท่นศิลา เหินหาวเข้าหาซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ ขณะประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ลอยตัวเหนือแท่นศิลาในท่าขัดสมาธิรับมือการจู่โจมของคู่ปรับ
     ยอดเซียนอมตะชิงลงมือก่อน ปล่อยหมัด-เท้า-ฝ่ามือหลายกระบวนท่า ศอก,เข่าล้วนกลายเป็นอาวุธรวมพลังกำราบใส่ศัตรูสารพัดทิศ ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือหลุดพ้นรัศมีจู่โจมรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เนรมิตร่างนับสิบไม่สามารถคำนวณตำแหน่งแห่งที่
     ยอดเซียนอมตะซัดวืดถึงกับหัวร่อดังๆกล่าวว่า " วิชา เคลื่อนร่างย้ายเงา  อันยอดเยี่ยม เสียทีท่านซ่อนกาย 20 ปี กลับพลัดหลงสู่วิชามาร "
     " เป็นพระมิใช่มาร เป็นมารมิใช่พระ เป็นมารเป็นพระ มิใช่พระมิใช่มาร " ประมุขเสี้ยวลิ้มยี่โต้คำ

     ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่องเงาที่ปรากฏบนพื้นมีเพียงเงาเดียว ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเห็นยอดเซียนอมตะจ้องมองพื้นดินก็ทราบว่ามิอาจแปลงร่างลวงตาจึงโผผินบินขึ้นฟ้า ยอดเซียนอมตะพุ่งตัวหมุนวนตามติดไม่ทัน ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อซิมเซี้ยงเซี่ยงซือใช้ท่ากระเรียนเหินเก้าฟ้า ประกบนิ้วเป็นจะงอยปากนก จิกตะปบด้วยกรงเล็บคุกคามยอดเซียนอมตะร่อนสู่พื้นเบื้องล่างจนต้องเอี้ยวตัวบินหลบ ยื่นสองมือดูดพิณโบราณกลับไปประทับนั่งแท่นศิลาที่เดิม ส่วนซิมเซี้ยงเซี่ยงซือพลิ้วร่างลงยังแท่นศิลาด้านตรงข้าม
     " เราแม้ทำลายวิชาเคลื่อนร่างย้ายเงาท่านได้ แต่ยังไม่สู้วิชากระเรียนเหินเก้าฟ้า ไม่ทราบ ฌานวัชระ  ของท่านเป็นอย่างไร " ยอดเซียนอมตะกล่าวชม
     " 20 ปีที่ฝึกฌานสมาบัติก็เพื่อรับชม-ฟังเสียงพิณเจ็ดพิฆาตของท่านโดยเฉพาะ " ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือกล่าวอย่างแช่มช้า
     ยอดเซียนอมตะกรีดนิ้วลงบนสายพิณเบาๆ " คีตกวีในโลกหล้าจักเทิดทูน-ผู้รู้ดนตรียากเคยสดับรับฟัง เรา จัดให้ .. "
     ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือพลันโบกมือส่งสัญญาณบอกทุกคนออกไปจากอาราม แล้วปลดพวงประคำคล้องคอลงมานับเม็ด สวดมนต์ภาวนาแผ่วเบา
     บ้ออั้วไต้ซือ และเหล่าศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่ล่าถอยไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้าหน้าวัด ปลดพวงประคำลงมานับเหนี่ยวนำดวงจิตสงบนิ่ง ด้านฉื่อเท้งฮงและโป่วเฮียงกุนโคจรพลังเตรียมต้านทาน

     ยอดเซียนอมตะพรมนิ้วมือกรีดกรายบนสายพิณบังเกิดเสียงกระหึ่มปานฟ้าร้อง ท่วงทำนองเปลี่ยนจากเชื่องช้าเนิบนาบเป็นเร่งร้อน นกกาที่เกาะบนกิ่งไม้ตื่นตระหนกบินหนี ใบไม้ร่วงพรู แต่ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือหาสะทกสะท้านอันใดไม่
     เสียงพิณเจ็ดพิฆาตแฝงด้วยกำลังภายในทะลักล้น ท่วงทำนองดนตรีมหัศจรรย์พันลึก พลันเปลี่ยนจังหวะถี่กระชั้นเกรี้ยวกราดจนใบไม้ร่วงหมดต้น เปลือกไม้ปริแตกเพียะ สงสารแต่กระเรียนคู่เมื่อโบยบินกลับรัง ณ ถ้ำเมฆรางเลือนซึ่ง ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ  ซ่อนกายฝึกฝีมือ 20 ปี ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ขาดใจร่วงหล่นลงพื้น

     ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือคล้ายได้ยินเสียงกู่ร้องทรมาน ลืมตาโพลงเห็นศพกระเรียนขาวตกตายอยู่ใต้ต้นไม้โกร๋นเกิดความโศกสลดค่อยพะวงถึงลูกกระเรียนทั้ง 4 ในถ้ำ พริบตาเดียวเสียงพิณมรณะแทรกเข้าในโสตประสาท บทสวดมนต์ถูกลบเลือนจากมโนทรรศ์ สองมือหยุดนับพวงประคำ เมื่อฉุกคิดถึงการดำรงอยู่ของยอดเซียนอมตะก็ยากจะสำรวมจิตใจทันท่วงที
     เสียงพิณยิ่งมายิ่งลี้ลับ เมื่อทำลายสมธิประมุขเสี้ยวลิ้มยี่แตกซ่าน ครอบงำองคาพยพบันดาลให้เส้นโลหิตทั่วร่างพองโต หยาดเหงื่อผุดจากรูขุมขนระเหยกลายเป็นไอ สีหน้าท่านแดงฉาน นัยน์ตาขาวค่อยๆดำมิด น้ำในกายแห้งเหือดทีละน้อย โลหิตเริ่มแห้งกรัง ผิวเนื้อซูบซีดลง สีหน้ามีแววเจ็บปวดสุดพรรณนา

     ยอดเซียนอมตะผมเผ้าหนวดเคราลุกชัน รู้ว่าศัตรูกำลังเพลี่ยงพล้ำจึงกรีดนิ้วเร่งจังหวะกระชากวิญญาณ กระทั่งดินฟ้าอากาศบริเวณนั้นวิปริต ในวาระสุดท้ายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเกร็งลมปราณสู่มือขวาขีดเขียนอักขระบนแท่นศิลาว่า กระเรียน  ก่อนร่างระเบิดเป็นจุณ..!


     ฉื่อเท้งฮง,โป่วเฮียงกุน บ้ออั้วไต้ซือ และศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่ขวัญกระเจิง ต่างวิ่งตะบึงเข้าวัด มองดูซากศพ-อังคารธาตุประมุข เปล่งเสียงสรรเสริญพระคุณว่า " อมิตตพุทธ ท่านผู้อาวุโสจากไปแล้ว "
     ยอดเซียนอมตะเชิดหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะ ตวาดผู้แพ้ให้เปลื้องกาสาวพัสตร์-ทำลายพวงประคำ-ด่าประณามพระพุทธองค์ บ้ออั้วไต้ซือ,เจ้าอาวาสสุดละอายจึงฟาดฝ่ามือใส่ขมับฆ่าตัวตาย สานุศิษย์ปั่นป่วน หลวงจีน 4 รูปยอมสวามิภักดิ์นิกายบัวขาวที่เหลือส่วนใหญ่ร้องว่า'ศิษย์ทรยศ' บ้างก็ถาโถมสู้ตาย ฉื่อเท้งฮงโพล่งคำ
     " ยอดเซียนอมตะ อย่าเพิ่งลำพองไป ภายใต้เสียงพิณเจ็ดพิฆาตท่านไม่อาจทำลายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเป็นผุยผงได้หมดทุกส่วน ใช่นับเป็นพ่ายแพ้หรือไม่? "
     " วาจาสัตย์เราหนักแน่นดั่งขุนเขา "
     ฉื่อเท้งฮงเขี่ยเศษผ้ากาสาวพัสตร์บนแท่นศิลาประคองมือขาดข้างหนึ่ง ฝ่ามือนั้นปริแตกเป็นลายกระดองเต่าแต่เนื้อหนังหุ้มกระดูกมิแหลกสลายเป็นธุลี " ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือแม้มรณภาพยังเป็นฝ่ายชนะ "

     ยอดเซียนอมตะเย้ยว่าฝ่ายบรรพชิตกลอกกลิ้งถึงตนแพ้ก็ยังภูมิใจ ส่งศิษย์ทรยศ 4 รูปกลับคืนให้เสี้ยวลิ้มยี่จัดการทางวินัย(กักตัวเองสำนึกผิด)แค่นหัวเราะกล่าวว่า
     " เสียงพิณเจ็ดพิฆาตพิชิตชัยไร้ผู้ต่อต้านกลับพ่ายแพ้แก่มือขาดข้างหนึ่ง เสี้ยวลิ้มยี่ยังไม่สิ้นยุค เราไม่น้อมรับบารมีสงฆ์ก็จนใจ "
     " นอกจากบารมีสงฆ์แผ่ไพศาลแล้ว สาเหตุสำคัญอยู่ที่ประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ไม่ได้ลงมือสุดกำลัง " ซุ่มเสียงกังวานของชายหนุ่มผู้อุ้มซากลูกนกกระเรียน 4 ตัว ปรากฏกายออกมาจากม่านหมอก โป่วเฮียงกุนคลับคล้ายคลับคราว่าเคยรู้จัก เขา  อย่างลึกซึ้ง เป็น ฮุ้นปวยเอี๊ยง  จริงๆ

     3 ปีก่อนฮุ้นปวยเอี๊ยงเอาชนะต๊กโกวบ้อเต็กโดยใช้วิชาลมปราณไหมฟ้า และ อสูรฟ้าสลายร่างสยบพลังลมปราณมารมิคสัญญีขั้นที่ 10 ภายหลังการต่อสู้ชีพจรในร่างฮุ้นปวยเอี๊ยงก็ขาดไปกว่าครึ่ง ฉื่อเท้งฮงมอบรากไม้ต่อเชื่อมพันปี(บัวหิมะ)รักษาอาการบาดเจ็บ - ส่งฮุ้นปวยเอี๊ยงขึ้นสู่เสี้ยวลิ้มยี่ให้บ้ออั้วไต้ซือใช้วิชาเข็มทองกรุยจุดเชื่อมต่อชีพจรค่อยรอดพ้นจากทุพพลภาพ
     สาเหตุที่ฮุ้นปวยเอี๊ยงหลบลี้หนีหน้าโป่วเฮียงกุนเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีทางรอด ไม่อยากให้เธอเสียใจ นึกไม่ถึงว่าจะได้พบฉื่อเท้งฮงยื่นมือมาช่วย วัดเสี้ยวลิ้มยี่จัดที่พำนักให้เขาอยู่ในหอไม้ไผ่นามเทียทิ้วฮึง(เรือนฟังเสียงคลื่น)

     ฮุ้นปวยเอี๊ยงกล่าวว่าซิมเซี้ยงเซี่ยงซือห่วงใยลูกกระเรียนภายในถ้ำ มิทันเคลื่อนย้ายก่อนเสียงพิณพิฆาตทำลายสรรพสิ่ง สมาธิจึงแตกซ่าน ยอดเซียนอมตะแย้งเป็นเพราะซิมเซี้ยงเซี่ยงซือขันติไม่หนักแน่นพอ จิตใจอ่อนไหวกับแค่นกกระเรียนขาว แม้มีมุทิตาจิตแต่พลังฝึกปรือยังไม่ถึงจุดสุดยอดต้องตายอนาจจะโทษผู้ใดได้ ตนสัญญาผิดที่ทำลายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเป็นผุยผง เหลือเพียงมือขาดเป็นเหตุให้ ผู้ชนะไม่ชนะ ผู้แพ้ไม่แพ้  อย่างไรเสียเสียงพิณเจ็ดพิฆาตคือยอดวิชาอันดับหนึ่งในแผ่นดิน
     เอ่ยถึงท้ายประโยคก็สะดุดกึก ยอดเซียนอมตะเพิ่งรู้ว่าฮุ้นปวยเอี๊ยงโค่นต๊กโกวบ้อเต็ก ได้รับยกย่องเป็นยอดยุทธเมื่อไม่นานมานี้จึงใคร่ขอทดสอบฝีมือ ฮุ้นปวยเอี๊ยงมิอาจขัดศรัทธาดังนั้นผู้ไม่เกี่ยวข้องอพยพออกจากอารามวัดอีกครา

     เสียงพิณแหลมคมดังขึ้นทวีพลังถึง 10 ส่วนอย่างรวดเร็วกลับทำอันตรายฮุ้นปวยเอี๊ยงไม่ได้ ยอดเซียนอมตะบังเกิดความประหลาดใจฤาฮุ้นปวยเอี๊ยงมี ฌานวัชระ  เหนือกว่าคู่ปรับเก่าทั้งที่ยังหนุ่มแน่น จึงเร่งกรีดนิ้วเสริมพลังคลื่นถึงขีดสุด ฮุ้นปวยเอี๊ยงตวาดเสียงกลบราวค้อนเหล็กกระแทกตรงกล่องดวงใจยอดเซียนอมตะ มิหนำซ้ำทำเอาสายพิณขาด 3 เส้น เล็บมือศิลปินโฉดฉีกขาด
     ยอดเซียนอมตะพยายามต่อสู้อีกครั้ง ฮุ้นปวยเอี๊ยงสูดลมหายใจลึกๆตวาดอีกคำสายพิณขาด  3 เส้นเหลือเพียง 1 เส้น ยอดเซียนอมตะร้องเสียงหลง วางนิ้วทั้งสิบลงบนสายพิณเส้นสุดท้าย ดีดบรรเลงอย่างคลุ้มคลั่งงัดท่าไม้ตายแฝงอานุภาพทำลายล้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

     ฮุ้นปวยเอี๊ยงยืดกายขึ้น ผมเผ้าสยายพลิ้ว เพ่งตามองสายพิณส่งเสียงตวาดจนขาดสะบั้น - พิณโบราณไหม้เกรียม ยอดเซียนอมตะกระอักเลือดพูดว่า
     " เสียงพิณเจ็ดพิฆาตทำร้ายศัตรูไม่ทำร้ายเจ้าของ หากไม่สามารถทำร้ายศัตรูต้องย้อนทำร้ายเจ้าของ เราชีพจรขาดหมดสิ้นต่อให้เป็นเซียนวิเศษก็ไม่อาจชุบชีวิตได้ "

     โป่วเฮียงกุนเห็นฮุ้นปวยเอี๊ยงปลอดภัยค่อยคลายใจลง นึกถึงคำสั่งเสียของซือหูจึงรี่ไปหายอดเซียนอมตะ ยื่นกล่องแพรให้เปิดออกดูพบปิ่นทองอันหนึ่ง ค่อยถ่ายทอดวาจาของโค้วซือไถ่
     " นางยังเก็บปิ่นทองอันนี้ไว้ " ยอดเซียนอมตะน้ำตาคลอหน่วย กำปิ่นทองแนบแน่น แหงนหน้ามองท้องฟ้า ริมฝีปากสั่นระริก " ลิขิตแห่งฟ้า หากท่านบอก รัก  เราตั้งแต่ 20 ปีก่อน ไหนเลยกลับกลายเป็นเช่นนี้ ..
     เสี้ยวลิ้มยี่ก็ดี บู๊ตึ๊งก็ดี การพ่ายแพ้ในวันนี้ เราพ่ายแพ้ทั้งปากและใจ ตอนนี้จะทำตามข้อตกลง ส่งสัญญาณให้สาวกนิกายบัวขาวขึ้นเขาเข้าเป็นศิษย์สถาบันสงฆ์ หวังว่าพวกท่านสามารถชักจูงพวกมัน เราแม้ตายก็นอนตาหลับ "

     พลางล้วงพลุไฟจากอกเสื้อโยนขึ้นกลางอากาศ  แตกระเบิดกลายเป็นรูปดอกบัวสีแดงค้างฟ้าเนิ่นนานไม่จางหายแต่ไร้ปฏิกริยาตอบสนองของเหล่าพลพรรค ยอดเซียนอมตะตระหนักว่า 20 ปีที่เร้นกายฝึกฝีมือนิกายบัวขาวคงแปรสภาพไป อำนาจบริหารตกอยู่กับผู้วิเศษฟ้า-ดินไฉนไม่คิดทรยศ - ก่อร่างตั้งสำนักใหม่ หากมันบรรลุวิชา พลังมารกระดูกขาว  ยิ่งยากแก่การควบคุม จึงฝากฝัง ฉื่อเท้งฮง  นำป้ายประกาศิตมรกตไปชำระสะสางสำนัก ไม่ทันพูดจบก็รากเลือด ยิ้มหดหู่-เปลือกตาปิด-ร่างเอวตั้งตรง สิ้นชีพโดยสง่างาม

     หลังมรสุมผ่านพ้นไป ฉื่อเท้งฮงชวนฮุ้นปวยเอี๊ยงเข้าวังเพื่อกำจัดขันทีกังฉิน เล้าเก้ง  แต่ฮุ้นปวยเอี๊ยงขอตัวกลับไปจัดระเบียบสำนักบู๊ตึ๊งก่อนค่อยอาสารับใช้บ้านเมือง กล่าวอำลาโป่วเฮียงกุนว่า
    " ในชีวิตข้าพเจ้าเพียงชมชอบสตรีสองนาง หนึ่งคือซือม่วยเรา ลุ้นอ้วงยี้  อีกคนหนึ่งเป็นน้องสาวร่วมสายโลหิต ต๊กโกวหงส์  พวกนางจากไปปรโลกกลับมีชีวิตอยู่ในความทรงจำข้าพเจ้าชั่วนิรันดร์ และยึดถือเจ้า(โป่วเฮียงกุน)เป็นม่วยม่วย(น้องสาว)ตลอดมา .. "
     โป่วเฮียงกุนร่ำไห้ ยกสองมือปิดหน้า หมุนตัววิ่งตะบึงจากไป ฮุ้นปวยเอี๊ยงมิเพียงทำร้ายจิตใจนาง หัวใจตนเองยังถูกทำร้ายยิ่งกว่า น้ำตาระรื้นคลอเบ้ารำพึงรำพันเรียก เฮียงกุน  น้ำเสียงแว่วหายไปในสายลม ..



     หนังสืออ้างอิง กระบี่ไร้เทียมทาน ภาคสมบูรณ์ อึ้งเอ็ง  เขียน น. นพรัตน์  แปล บริษัท สกายบุ๊กส์ จำกัด พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2537 ชุดละ 3 เล่มรวมราคา 330 บาท