![]() 1 ฮุ้นปวยเอี๊ยง ,ชื่อนี้มาจากบทกลอนของ ฮั่นเกาโจ้วฮ่องเต้ " .. พายุกรรโชก เมฆพัดพลิ้ว " วิกาลคล้อยดึก หิมะตกพรั่งพรูดุจสายฝน โป่วเฮียงกุนสวมชุดขาวปล่อยผมยาวสยายคุกเข่าอยู่หน้าโค้วซิวอำ(อารามบำเพ็ญทุกข์),สำนักเห็งซัวเป็นวันที่ 3 ใบหน้านางขาวซีดสั่นระริก หิมะสุมคลุมท่วมถึงหัวเข่า ลมหนาวโชยพัด ประตูอารามเปิดผาง โค้วซือไถ่ (แม่ชีทุกรกิริยา)เดินออกมาโดยมีแม่ชีวัยกลางคน 2 นางติดตามหลัง พลันซือหูโบกมือไล่แม่ชีที่ตามหลังกลับไปพักผ่อนเมื่อเห็นหน้าโป่วเฮียงกุน นางคุกเข่า 3 วัน 3 คืน แสดงความเด็ดเดี่ยวที่จะบวชชีแต่โค้วซือไถ่อ่านใจนางทะลุปรุโปร่ง มิยอมปลงผมให้ตามพิธีเพราะจิตใจผู้ใฝ่ธรรมยังตัดโลกีย์วิสัยไม่ขาด โป่วเฮียงกุน,ผู้มีจิตใจงดงามบริสุทธิ์ดุจดอกบัวกลางโคลนตม แม้ถือกำเนิดจากหุบเขาสราญรมย์อันชั่วร้ายยังจำแนก ความดี และ ความชั่ว อย่างชัดแจ้ง ตอนฮุ้นปวยเอี้ยงต่อสู้กับต๊กโกวบ้อเต็กบนยอดเขาเง็กอ้วงเต้ง โป่วเง็กจือ,พี่ชายของนางคิดฉวยโอกาสลอบกัดผู้อื่น นางลงมือขัดขวางจนเขาเสียชีวิตแทน นางเสียใจยิ่งนัก เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เมื่อฮุ้นปวยเอี้ยงจากไปโดยไม่ร่ำลาทำให้นางบังเกิดความสิ้นหวัง พกพาแผลหัวใจเข้าสังกัดโค้วซือไถ่-อารามโค้วซิวอำเป็นเวลา 3 ปี จิตใจหาสงบได้ไม่จึงตกลงใจปลงผมบวชเป็นชี โค้วซือไถ่กล่าวว่า " สถาบันสงฆ์มิใช่นิวาสถานหลีกหนีความรัก " ขอให้รอสัก 3 ปี พลางวานโป่วเฮียงกุนส่งจดหมายและกล่องแพรเล็กๆใบหนึ่งให้ ยอดเซียนอมตะ คู่ต่อสู้ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ(มหาสมณะฌานใจ) ณ วัดเสี้ยวลิ้มยี่ ภูเขาซงซัว แล้วคุกเข่าที่หน้าแท่นบูชาขอพรพระพุทธองค์อภัยแก่ศิษย์ซึ่งไม่อาจหลุดพ้นโลกีย์วิสัยทั้งที่บำเพ็ญภาวนามา 30 ปี โป่วเฮียงกุนใจหายวาบเมื่อซือหูกระซิบความลับบอกถึงคนผู้นั้น ถ้า เขา ชนะให้บอกประโยคแรก ถ้าแพ้ให้บอกประโยคสองก่อนกลับเข้าไปสวดมนต์ สายลมเย็นเดือนยี่พัดผ่านท้องถนนกลางเมืองชนบท ร้านรวงสองข้างทางปิดสนิทเงียบเชียบวังเวงผิดปกติ โป่วเฮียงกุนเดินมาตามลำพังเห็นเด็กหญิงอายุ 5-6 ขวบถูกจับมัดบนเสาไม้ส่งเสียงร้องไห้จึงคิดขึ้นไปช่วย แต่ถูก บุรุษชุดแพร ขัดขวาง สู้กันไม่กี่กระบวนท่าเขาถอยร่นเข้าไปโรงเตี๊ยมพูดว่า " พวกมันมาแล้ว " โป่วเฮียงกุนวางมือขยับตัวไปแอบดูริมหน้าต่าง คนสวมใส่เสื้อผ้า 5 สี 20 คน ลอยตัวจากหลังคาลงมาบนถนนพร้อมเพรียงกัน ปรากฏควันหลากสีพลุ่งมาจากปากทาง ขบวนเสลี่ยง 2 คันวิ่งฝ่าหมอกควันหยุดตรงหน้าเสาไม้ 2 คนชุดขาวกระโดดทะยานขึ้นไปแก้มัดเด็กหญิงนำตัวใส่กระสอบโยนใส่หีบไม้ที่คนชุดคราม 4 คนแบกหามอยู่ทางด้านหลังแล้วเคลื่อนขบวน บุรุษชุดแพรบอกคนพวกนี้เป็นสาวกนิกายบัวขาว(แป๊ะเน้ยก่า) ผู้ที่นั่งบนเสลี่ยงคือ 2 ใน 3 ผู้วิเศษ(ฟ้า-ดิน-มนุษย์)ขึ้นตรงต่อ ก่าจู้ (หัวหน้านิกาย) โป่วเฮียงกุนข้องใจว่าพวกมันจับเด็กไปทำไม? หันกลับมาจะถามบุรุษชุดแพรก็หายตัววับไปแล้ว นิกายบัวขาว เป็นขบวนการกึ่งเปิดเผย ด้านมืดเรียกว่า เม้งก่า (นิกายเรืองโรจน์)มีต้นกำเนิดจากชาวเปอร์เซีย นิยมบูชาเพลิงเช่นเดียวกับศาสนาฮินดูของอินเดีย และนิกายโรมันคาทอลิก ชื่นชอบการจุดโคมไฟส่องแสงสว่างไสวขับไล่ความมืด กินเจไม่กินของคาว นัดประชุมกันยามวิกาล เคยก่อกบฏในรัชกาลฮุยจงฮ่องเต้ ด้านสว่างเรียก นีเล็กก่า (นิกายพระสังขจาย)ประกอบกิจกรรมปักธูป จุดโคม กินเจ ทำพิธีกรรม มีจิตศรัทธาต่อพระสังขจาย พระบางรูปเคร่งครัดในศีลจนบรรลุอรหันต์ นิกายบัวขาวแม้เป็นสาขาหนึ่งของศาสนาพุทธแต่ค่อยๆแปรสภาพเป็น พรรคมวลชน ทีละน้อย ทุกครั้งที่ราษฎรเดือดร้อนลำเค็ญก็จะผสมโรงก่อจราจล ถึงขั้นล้มล้างราชวงศ์หงวน จูง้วนเจียง ปราบดาภิเษกขึ้นครองราช-สถาปนาราชวงศ์เหม็งนั้นก็เคยเป็นผู้นำนิกายเม้งก่า ,นีเล็กก่า และ นิกายบัวขาวมาก่อน .. โป่วเฮียงกุนซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้นอกทุ่งหญ้าจับตาการชุมนุมของสาวกนิกายบัวขาว โคม 5 สีจุดพรึ่บ ดอกบัวขาวขนาดใหญ่เบ่งบานออกใต้โคมทอง พลันปรากฏ ปุกเล่าซิ้งเซียน (ยอดเซียนอมตะ)ชายชราผมเผ้าคิ้วขาวโพลนผู้เป็นหัวหน้านิกายนั่งขัดสมาธิวางมืออยู่บนพิณโบราณ พอลืมตาก็ถาม " ผู้วิเศษมนุษย์เล่า?" ผู้วิเศษฟ้า-ดินรายงานว่ามันสาบสูญไป 3 ปีแล้ว หัวหน้านิกายเปล่งวาจาแจ้งที่ประชุมหมายกำหนดประลองยุทธระหว่างประมุขนิกายบัวขาวกับประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ ในเทศกาลร้อยบุปผา บนภูเขาซงซัว มาถึงแล้ว ผู้ใดพ่ายแพ้ต้องยกสานุศิษย์แก่ฝ่ายชนะ หากใครใจไม่ถึงก็รีบถอนตัวออกไป พวกนั้นร้องขาน " ก่าจู้มียอดวิชาเลิศภพจบแดน บัวขาว ต้องชนะ เสี้ยวลิ้มยี่ ต้องแพ้พ่าย..! " ยอดเซียนอมตะยิ้มพลางพูดข่มผู้วิเศษฟ้า-ดินว่า ระหว่างตนกักตัวฝึกฝีมือ 20 ปี มีสาวกอันธพาลก่อเรื่องให้ชาวบ้านเดือดร้อน ปรบมือให้ลูกสมุนยกหีบไม้มาวางลงตรงหน้าแท่นดอกบัว สาวกชุดคราม 4 คนที่เคยแบกหีบไม่ยอมสารภาพผิดจึงถูกพลังเปลวเย็นปลิดวิญญาณฆ่าตาย ทุกคนอกสั่นขวัญแขวน ผู้วิเศษฟ้า-ดินรู้สึกโล่งใจว่าคงสืบสาวไปไม่ถึงเบื้องหลังผู้บงการ เมื่อสาวก 2 คนแก้กระสอบออกเห็นลูกสุกร 2 ตัว หัวหน้านิกายเกิดอาการงงงันอึ้ง โป่วเฮียงกุนอดหัวร่อคิกคักไม่ได้ หัวหน้านิกายทึ่งในฝีมือสับเปลี่ยนสุดพิศดารโดยสองผู้วิเศษมิอาจรู้ตัว เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน ตวาดเรียกผู้แอบดูการชุมนุมออกมา เมื่อไม่ได้ผลจึงดีดพิณ คลื่นเสียงชำแรกอากาศธาตุคล้ายฟ้าร้อง กระแทกกระทั้นเข้าไปถึงดวงจิตแทบสลาย บุรุษชุดแพรโรยตัวจากยอดไม้ผลักโป่วเฮียงกุนหนี ทั้งคู่หายวับไปในม่านวิกาล โป่วเฮียงกุนควบม้า 3 วันมาถึงภูเขาซงซัวแล้วเดินเท้าขึ้นสู่วัดเสี้ยวลิ้มยี่ นางแจ้งหลวงจีนปฏิคม 2 รูปว่าเป็นศิษย์อารามโค้วซิวอำได้รับคำสั่งซือหูมาพบท่านเจ้าสำนักพลางล้วงซองจดหมายส่งให้ จู่ๆ บุรุษชุดแพร ก็มาปรากฏตัวที่นี่ ราวกับว่านางไปถึงที่ใดเขาก็ไปถึงที่นั่นดุจนัดหมายกันล่วงหน้า เขาแจ้งหลวงจีนปฏิคมที่อยู่ต้อนรับรูปหนึ่งว่าคนจากนครหลวงมาแล้ว หลวงจีนงงงันนิดหน่อยก่อนประนมมือคารวะพูดว่า " ที่แท้เป็น ฉื่อเท้งฮง ,เจ้าสวัสดิ์สุขสันต์ให้เกียรติมา ขอเชิญเข้าไปนั่งพักผ่อน " ไม่นานนัก บ้ออั้วไต้ซือ ,เจ้าอาวาสเดินนำขบวนหลวงจีนออกมาต้อนรับ ส่งโป่วเฮียงกุนไปพักผ่อนที่ตึกเช็งซิมอี่ ส่วนเจ้าสวัสดิ์สุขสันต์เรียนเชิญที่โบสถ์พระประธาน ฉื่อเท้งฮง,เจ้าสวัสดิ์สุขสันต์แจ้งเจ้าอาวาสวัดเสี้ยวลิ้มยี่ว่า ฮ่องเต้ มีพระประสงค์นิมนต์ไปยังนครหลวงเพื่อเผยแพร่หลักธรรม และทรงแต่งตั้งไต้ซือเป็นก๊กซือ(พระราชครู) บ้ออั้วไต้ซือมิอาจสนองรับได้เพราะเสี้ยวลิ้มยี่กำลังเผชิญคราวเคราะห์ ตัดสินชะตากรรมจากการต่อสู้ระหว่าง ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ กับ ยอดเซียนอมตะ ในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นฉื่อเท้งฮงใคร่ขอพบ แขกพิเศษ ที่พำนัก ณ เรือนฟังเสียงคลื่น ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือถึงกำหนดเวลาออกจากถ้ำเมฆรางเลือนหลังจากบำเพ็ญเพียรภาวนาบรรลุ ฌานวัชระ และ ฝึกปรือวิชา กระเรียนเหินเก้าฟ้า สำเร็จ เมื่อครองกาสาวพัสตร์สีแดงขลิบทองทำให้ท่านดูสำรวมเคร่งขรึม ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนยาวแทบจรดพื้น ใบหน้าท่านอิ่มเอิบประดับรอยยิ้มคล้ายอวตารจากทิพยวิมาน กระเรียนขาว 2 ตัวเกาะที่หัวไหล่ท่านกระพือปีกบินสู่ท้องฟ้าขณะท่านเดินผ่านหลวงจีนซึ่งตั้งแถวส่งเสียงสวดมนต์ ไปนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลากลางลานหน้าโบสถ์พระประธานค่อยกล่าวว่า วันนี้ท่านจะพิสูจน์ฝีมือเหลื่อมล้ำต่ำสูงกับยอดเซียนอมตะให้รู้แจ้ง ผู้พ่ายแพ้ต้องนำสานุศิษย์เข้าสังกัดฝ่ายชนะ ผู้ใดไม่ต้องการก้มหัวแก่คนนอกศาสนาก็ยังมีเวลาปลีกตัวจากไป (เหล่าศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่หมอบกราบกรานลงไม่มีผู้ใดแปรพักตร์) เสียงพิณ 7 พิฆาตของนิกายบัวขาวมีอำนาจปลิดชีพกระชากวิญญาณยากที่ปุถุชนจะทนทานรับได้ เมื่อถึงเวลาประลองยุทธขอให้ลูกศิษย์ล่าถอยออกจากวัด กล่าววาจาเฉพาะโป่วเฮียงกุนว่าความสัมพันธ์ระหว่างซือหูนางกับหัวหน้านิกายบัวขาวท่านพอทราบระแคะระคาย .. ยินดีรับคำขอร้อง เสียงดนตรีประหลาดดังแว่วมาแต่ไกล ท่านอุทาน " ยอดเซียนอมตะรักษาสัจจะจริงๆ พวกเราออกไปรับแขก " ประมุขนิกายบัวขาวโอบพิณโบราณบุกเดี่ยวมาถึงเสี้ยวลิ้มยี่ ทรุดนั่งขัดสมาธิบนแท่นศิลาหลังหนึ่ง ทักทาย " ซิมเซี้ยง จากมาสบายดี? " " อมิตตพุทธ ยังดีอยู่ " " ซิมเซี้ยง กำหนดนัดเมื่อ 20 ปีก่อนท่านใช่นึกเสียใจหรือไม่? " ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือยิ้มพลางกล่าวว่า " บรรพชิตย่อมไม่มุสา เมื่อเอ่ยปากไม่เสียใจ ไม่ทราบว่าท่านพร้อมหรือยัง? " ยอดเซียนอมตะมิพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ตวาดเสียงข่มขวัญแล้วลอยตัวเหนือแท่นศิลา เหินหาวเข้าหาซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ ขณะประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ลอยตัวเหนือแท่นศิลาในท่าขัดสมาธิรับมือการจู่โจมของคู่ปรับ ยอดเซียนอมตะชิงลงมือก่อน ปล่อยหมัด-เท้า-ฝ่ามือหลายกระบวนท่า ศอก,เข่าล้วนกลายเป็นอาวุธรวมพลังกำราบใส่ศัตรูสารพัดทิศ ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือหลุดพ้นรัศมีจู่โจมรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เนรมิตร่างนับสิบไม่สามารถคำนวณตำแหน่งแห่งที่ ยอดเซียนอมตะซัดวืดถึงกับหัวร่อดังๆกล่าวว่า " วิชา เคลื่อนร่างย้ายเงา อันยอดเยี่ยม เสียทีท่านซ่อนกาย 20 ปี กลับพลัดหลงสู่วิชามาร " " เป็นพระมิใช่มาร เป็นมารมิใช่พระ เป็นมารเป็นพระ มิใช่พระมิใช่มาร " ประมุขเสี้ยวลิ้มยี่โต้คำ ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่องเงาที่ปรากฏบนพื้นมีเพียงเงาเดียว ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเห็นยอดเซียนอมตะจ้องมองพื้นดินก็ทราบว่ามิอาจแปลงร่างลวงตาจึงโผผินบินขึ้นฟ้า ยอดเซียนอมตะพุ่งตัวหมุนวนตามติดไม่ทัน ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อซิมเซี้ยงเซี่ยงซือใช้ท่ากระเรียนเหินเก้าฟ้า ประกบนิ้วเป็นจะงอยปากนก จิกตะปบด้วยกรงเล็บคุกคามยอดเซียนอมตะร่อนสู่พื้นเบื้องล่างจนต้องเอี้ยวตัวบินหลบ ยื่นสองมือดูดพิณโบราณกลับไปประทับนั่งแท่นศิลาที่เดิม ส่วนซิมเซี้ยงเซี่ยงซือพลิ้วร่างลงยังแท่นศิลาด้านตรงข้าม " เราแม้ทำลายวิชาเคลื่อนร่างย้ายเงาท่านได้ แต่ยังไม่สู้วิชากระเรียนเหินเก้าฟ้า ไม่ทราบ ฌานวัชระ ของท่านเป็นอย่างไร " ยอดเซียนอมตะกล่าวชม " 20 ปีที่ฝึกฌานสมาบัติก็เพื่อรับชม-ฟังเสียงพิณเจ็ดพิฆาตของท่านโดยเฉพาะ " ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือกล่าวอย่างแช่มช้า ยอดเซียนอมตะกรีดนิ้วลงบนสายพิณเบาๆ " คีตกวีในโลกหล้าจักเทิดทูน-ผู้รู้ดนตรียากเคยสดับรับฟัง เรา จัดให้ .. " ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือพลันโบกมือส่งสัญญาณบอกทุกคนออกไปจากอาราม แล้วปลดพวงประคำคล้องคอลงมานับเม็ด สวดมนต์ภาวนาแผ่วเบา บ้ออั้วไต้ซือ และเหล่าศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่ล่าถอยไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นหญ้าหน้าวัด ปลดพวงประคำลงมานับเหนี่ยวนำดวงจิตสงบนิ่ง ด้านฉื่อเท้งฮงและโป่วเฮียงกุนโคจรพลังเตรียมต้านทาน ยอดเซียนอมตะพรมนิ้วมือกรีดกรายบนสายพิณบังเกิดเสียงกระหึ่มปานฟ้าร้อง ท่วงทำนองเปลี่ยนจากเชื่องช้าเนิบนาบเป็นเร่งร้อน นกกาที่เกาะบนกิ่งไม้ตื่นตระหนกบินหนี ใบไม้ร่วงพรู แต่ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือหาสะทกสะท้านอันใดไม่ เสียงพิณเจ็ดพิฆาตแฝงด้วยกำลังภายในทะลักล้น ท่วงทำนองดนตรีมหัศจรรย์พันลึก พลันเปลี่ยนจังหวะถี่กระชั้นเกรี้ยวกราดจนใบไม้ร่วงหมดต้น เปลือกไม้ปริแตกเพียะ สงสารแต่กระเรียนคู่เมื่อโบยบินกลับรัง ณ ถ้ำเมฆรางเลือนซึ่ง ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือ ซ่อนกายฝึกฝีมือ 20 ปี ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ขาดใจร่วงหล่นลงพื้น ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือคล้ายได้ยินเสียงกู่ร้องทรมาน ลืมตาโพลงเห็นศพกระเรียนขาวตกตายอยู่ใต้ต้นไม้โกร๋นเกิดความโศกสลดค่อยพะวงถึงลูกกระเรียนทั้ง 4 ในถ้ำ พริบตาเดียวเสียงพิณมรณะแทรกเข้าในโสตประสาท บทสวดมนต์ถูกลบเลือนจากมโนทรรศ์ สองมือหยุดนับพวงประคำ เมื่อฉุกคิดถึงการดำรงอยู่ของยอดเซียนอมตะก็ยากจะสำรวมจิตใจทันท่วงที เสียงพิณยิ่งมายิ่งลี้ลับ เมื่อทำลายสมธิประมุขเสี้ยวลิ้มยี่แตกซ่าน ครอบงำองคาพยพบันดาลให้เส้นโลหิตทั่วร่างพองโต หยาดเหงื่อผุดจากรูขุมขนระเหยกลายเป็นไอ สีหน้าท่านแดงฉาน นัยน์ตาขาวค่อยๆดำมิด น้ำในกายแห้งเหือดทีละน้อย โลหิตเริ่มแห้งกรัง ผิวเนื้อซูบซีดลง สีหน้ามีแววเจ็บปวดสุดพรรณนา ยอดเซียนอมตะผมเผ้าหนวดเคราลุกชัน รู้ว่าศัตรูกำลังเพลี่ยงพล้ำจึงกรีดนิ้วเร่งจังหวะกระชากวิญญาณ กระทั่งดินฟ้าอากาศบริเวณนั้นวิปริต ในวาระสุดท้ายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเกร็งลมปราณสู่มือขวาขีดเขียนอักขระบนแท่นศิลาว่า กระเรียน ก่อนร่างระเบิดเป็นจุณ..! ฉื่อเท้งฮง,โป่วเฮียงกุน บ้ออั้วไต้ซือ และศิษย์เสี้ยวลิ้มยี่ขวัญกระเจิง ต่างวิ่งตะบึงเข้าวัด มองดูซากศพ-อังคารธาตุประมุข เปล่งเสียงสรรเสริญพระคุณว่า " อมิตตพุทธ ท่านผู้อาวุโสจากไปแล้ว " ยอดเซียนอมตะเชิดหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะ ตวาดผู้แพ้ให้เปลื้องกาสาวพัสตร์-ทำลายพวงประคำ-ด่าประณามพระพุทธองค์ บ้ออั้วไต้ซือ,เจ้าอาวาสสุดละอายจึงฟาดฝ่ามือใส่ขมับฆ่าตัวตาย สานุศิษย์ปั่นป่วน หลวงจีน 4 รูปยอมสวามิภักดิ์นิกายบัวขาวที่เหลือส่วนใหญ่ร้องว่า'ศิษย์ทรยศ' บ้างก็ถาโถมสู้ตาย ฉื่อเท้งฮงโพล่งคำ " ยอดเซียนอมตะ อย่าเพิ่งลำพองไป ภายใต้เสียงพิณเจ็ดพิฆาตท่านไม่อาจทำลายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเป็นผุยผงได้หมดทุกส่วน ใช่นับเป็นพ่ายแพ้หรือไม่? " " วาจาสัตย์เราหนักแน่นดั่งขุนเขา " ฉื่อเท้งฮงเขี่ยเศษผ้ากาสาวพัสตร์บนแท่นศิลาประคองมือขาดข้างหนึ่ง ฝ่ามือนั้นปริแตกเป็นลายกระดองเต่าแต่เนื้อหนังหุ้มกระดูกมิแหลกสลายเป็นธุลี " ซิมเซี้ยงเซี่ยงซือแม้มรณภาพยังเป็นฝ่ายชนะ " ยอดเซียนอมตะเย้ยว่าฝ่ายบรรพชิตกลอกกลิ้งถึงตนแพ้ก็ยังภูมิใจ ส่งศิษย์ทรยศ 4 รูปกลับคืนให้เสี้ยวลิ้มยี่จัดการทางวินัย(กักตัวเองสำนึกผิด)แค่นหัวเราะกล่าวว่า " เสียงพิณเจ็ดพิฆาตพิชิตชัยไร้ผู้ต่อต้านกลับพ่ายแพ้แก่มือขาดข้างหนึ่ง เสี้ยวลิ้มยี่ยังไม่สิ้นยุค เราไม่น้อมรับบารมีสงฆ์ก็จนใจ " " นอกจากบารมีสงฆ์แผ่ไพศาลแล้ว สาเหตุสำคัญอยู่ที่ประมุขเสี้ยวลิ้มยี่ไม่ได้ลงมือสุดกำลัง " ซุ่มเสียงกังวานของชายหนุ่มผู้อุ้มซากลูกนกกระเรียน 4 ตัว ปรากฏกายออกมาจากม่านหมอก โป่วเฮียงกุนคลับคล้ายคลับคราว่าเคยรู้จัก เขา อย่างลึกซึ้ง เป็น ฮุ้นปวยเอี๊ยง จริงๆ 3 ปีก่อนฮุ้นปวยเอี๊ยงเอาชนะต๊กโกวบ้อเต็กโดยใช้วิชาลมปราณไหมฟ้า และ อสูรฟ้าสลายร่างสยบพลังลมปราณมารมิคสัญญีขั้นที่ 10 ภายหลังการต่อสู้ชีพจรในร่างฮุ้นปวยเอี๊ยงก็ขาดไปกว่าครึ่ง ฉื่อเท้งฮงมอบรากไม้ต่อเชื่อมพันปี(บัวหิมะ)รักษาอาการบาดเจ็บ - ส่งฮุ้นปวยเอี๊ยงขึ้นสู่เสี้ยวลิ้มยี่ให้บ้ออั้วไต้ซือใช้วิชาเข็มทองกรุยจุดเชื่อมต่อชีพจรค่อยรอดพ้นจากทุพพลภาพ สาเหตุที่ฮุ้นปวยเอี๊ยงหลบลี้หนีหน้าโป่วเฮียงกุนเพราะคิดว่าตัวเองไม่มีทางรอด ไม่อยากให้เธอเสียใจ นึกไม่ถึงว่าจะได้พบฉื่อเท้งฮงยื่นมือมาช่วย วัดเสี้ยวลิ้มยี่จัดที่พำนักให้เขาอยู่ในหอไม้ไผ่นามเทียทิ้วฮึง(เรือนฟังเสียงคลื่น) ฮุ้นปวยเอี๊ยงกล่าวว่าซิมเซี้ยงเซี่ยงซือห่วงใยลูกกระเรียนภายในถ้ำ มิทันเคลื่อนย้ายก่อนเสียงพิณพิฆาตทำลายสรรพสิ่ง สมาธิจึงแตกซ่าน ยอดเซียนอมตะแย้งเป็นเพราะซิมเซี้ยงเซี่ยงซือขันติไม่หนักแน่นพอ จิตใจอ่อนไหวกับแค่นกกระเรียนขาว แม้มีมุทิตาจิตแต่พลังฝึกปรือยังไม่ถึงจุดสุดยอดต้องตายอนาจจะโทษผู้ใดได้ ตนสัญญาผิดที่ทำลายซิมเซี้ยงเซี่ยงซือเป็นผุยผง เหลือเพียงมือขาดเป็นเหตุให้ ผู้ชนะไม่ชนะ ผู้แพ้ไม่แพ้ อย่างไรเสียเสียงพิณเจ็ดพิฆาตคือยอดวิชาอันดับหนึ่งในแผ่นดิน เอ่ยถึงท้ายประโยคก็สะดุดกึก ยอดเซียนอมตะเพิ่งรู้ว่าฮุ้นปวยเอี๊ยงโค่นต๊กโกวบ้อเต็ก ได้รับยกย่องเป็นยอดยุทธเมื่อไม่นานมานี้จึงใคร่ขอทดสอบฝีมือ ฮุ้นปวยเอี๊ยงมิอาจขัดศรัทธาดังนั้นผู้ไม่เกี่ยวข้องอพยพออกจากอารามวัดอีกครา เสียงพิณแหลมคมดังขึ้นทวีพลังถึง 10 ส่วนอย่างรวดเร็วกลับทำอันตรายฮุ้นปวยเอี๊ยงไม่ได้ ยอดเซียนอมตะบังเกิดความประหลาดใจฤาฮุ้นปวยเอี๊ยงมี ฌานวัชระ เหนือกว่าคู่ปรับเก่าทั้งที่ยังหนุ่มแน่น จึงเร่งกรีดนิ้วเสริมพลังคลื่นถึงขีดสุด ฮุ้นปวยเอี๊ยงตวาดเสียงกลบราวค้อนเหล็กกระแทกตรงกล่องดวงใจยอดเซียนอมตะ มิหนำซ้ำทำเอาสายพิณขาด 3 เส้น เล็บมือศิลปินโฉดฉีกขาด ยอดเซียนอมตะพยายามต่อสู้อีกครั้ง ฮุ้นปวยเอี๊ยงสูดลมหายใจลึกๆตวาดอีกคำสายพิณขาด 3 เส้นเหลือเพียง 1 เส้น ยอดเซียนอมตะร้องเสียงหลง วางนิ้วทั้งสิบลงบนสายพิณเส้นสุดท้าย ดีดบรรเลงอย่างคลุ้มคลั่งงัดท่าไม้ตายแฝงอานุภาพทำลายล้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฮุ้นปวยเอี๊ยงยืดกายขึ้น ผมเผ้าสยายพลิ้ว เพ่งตามองสายพิณส่งเสียงตวาดจนขาดสะบั้น - พิณโบราณไหม้เกรียม ยอดเซียนอมตะกระอักเลือดพูดว่า " เสียงพิณเจ็ดพิฆาตทำร้ายศัตรูไม่ทำร้ายเจ้าของ หากไม่สามารถทำร้ายศัตรูต้องย้อนทำร้ายเจ้าของ เราชีพจรขาดหมดสิ้นต่อให้เป็นเซียนวิเศษก็ไม่อาจชุบชีวิตได้ " โป่วเฮียงกุนเห็นฮุ้นปวยเอี๊ยงปลอดภัยค่อยคลายใจลง นึกถึงคำสั่งเสียของซือหูจึงรี่ไปหายอดเซียนอมตะ ยื่นกล่องแพรให้เปิดออกดูพบปิ่นทองอันหนึ่ง ค่อยถ่ายทอดวาจาของโค้วซือไถ่ " นางยังเก็บปิ่นทองอันนี้ไว้ " ยอดเซียนอมตะน้ำตาคลอหน่วย กำปิ่นทองแนบแน่น แหงนหน้ามองท้องฟ้า ริมฝีปากสั่นระริก " ลิขิตแห่งฟ้า หากท่านบอก รัก เราตั้งแต่ 20 ปีก่อน ไหนเลยกลับกลายเป็นเช่นนี้ .. เสี้ยวลิ้มยี่ก็ดี บู๊ตึ๊งก็ดี การพ่ายแพ้ในวันนี้ เราพ่ายแพ้ทั้งปากและใจ ตอนนี้จะทำตามข้อตกลง ส่งสัญญาณให้สาวกนิกายบัวขาวขึ้นเขาเข้าเป็นศิษย์สถาบันสงฆ์ หวังว่าพวกท่านสามารถชักจูงพวกมัน เราแม้ตายก็นอนตาหลับ " พลางล้วงพลุไฟจากอกเสื้อโยนขึ้นกลางอากาศ แตกระเบิดกลายเป็นรูปดอกบัวสีแดงค้างฟ้าเนิ่นนานไม่จางหายแต่ไร้ปฏิกริยาตอบสนองของเหล่าพลพรรค ยอดเซียนอมตะตระหนักว่า 20 ปีที่เร้นกายฝึกฝีมือนิกายบัวขาวคงแปรสภาพไป อำนาจบริหารตกอยู่กับผู้วิเศษฟ้า-ดินไฉนไม่คิดทรยศ - ก่อร่างตั้งสำนักใหม่ หากมันบรรลุวิชา พลังมารกระดูกขาว ยิ่งยากแก่การควบคุม จึงฝากฝัง ฉื่อเท้งฮง นำป้ายประกาศิตมรกตไปชำระสะสางสำนัก ไม่ทันพูดจบก็รากเลือด ยิ้มหดหู่-เปลือกตาปิด-ร่างเอวตั้งตรง สิ้นชีพโดยสง่างาม หลังมรสุมผ่านพ้นไป ฉื่อเท้งฮงชวนฮุ้นปวยเอี๊ยงเข้าวังเพื่อกำจัดขันทีกังฉิน เล้าเก้ง แต่ฮุ้นปวยเอี๊ยงขอตัวกลับไปจัดระเบียบสำนักบู๊ตึ๊งก่อนค่อยอาสารับใช้บ้านเมือง กล่าวอำลาโป่วเฮียงกุนว่า " ในชีวิตข้าพเจ้าเพียงชมชอบสตรีสองนาง หนึ่งคือซือม่วยเรา ลุ้นอ้วงยี้ อีกคนหนึ่งเป็นน้องสาวร่วมสายโลหิต ต๊กโกวหงส์ พวกนางจากไปปรโลกกลับมีชีวิตอยู่ในความทรงจำข้าพเจ้าชั่วนิรันดร์ และยึดถือเจ้า(โป่วเฮียงกุน)เป็นม่วยม่วย(น้องสาว)ตลอดมา .. " โป่วเฮียงกุนร่ำไห้ ยกสองมือปิดหน้า หมุนตัววิ่งตะบึงจากไป ฮุ้นปวยเอี๊ยงมิเพียงทำร้ายจิตใจนาง หัวใจตนเองยังถูกทำร้ายยิ่งกว่า น้ำตาระรื้นคลอเบ้ารำพึงรำพันเรียก เฮียงกุน น้ำเสียงแว่วหายไปในสายลม .. next chapter coming soon >> หนังสืออ้างอิง กระบี่ไร้เทียมทาน ภาคสมบูรณ์ อึ้งเอ็ง เขียน น. นพรัตน์ แปล บริษัท สกายบุ๊กส์ จำกัด พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2537 ชุดละ 3 เล่มรวมราคา 330 บาท
blog - pages [ 1
] [ 2
] [ 3
] [ 4
]
Bastard Swordsman Eng-review เพลงเปิดเรื่อง vdo clip กระบี่ไร้เทียมทาน วิกิพีเดีย มู้ฟวี่ รีวิว Gallery 1. Gallery 2. Shaw Bros video clips -: Star Storyboard :- |